
บอร์ดกสทช.ขอเวลาคิด เตรียมเคาะ สตรีมมิ่งแห่งชาติ 22 มิ.ย.นี้
คืบอีกก้าว แผนแม่บททีวีฯ ประธานกสทช.นำวาระ สตรีมมิ่งแห่งชาติ ถก พบบอร์ดหลายคนยังสงสัย แม้อยู่ในวาระมากว่า 2 ปี ลุ้นเคาะเห็นชอบในหลักการ 22 มิ.ย.นี้
การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ในวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ตามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.รับปากว่าจะเริ่มนำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 – 2573) เข้าวาระประชุมต่อจากที่ค้างไว้เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 นั้น https://www.posttoday.com/business/744132 ล่าสุดได้เดินหน้านำประเด็นที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อ นั่นคือ การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ
แม้ว่าเรื่องดังกล่าวได้ค้างอยู่ในวาระเป็นเวลากว่า 2 ปี แต่ที่ประชุมยังมีข้อถกเถียงและข้อสงสัยในบางเรื่อง เช่น ใครจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ใครจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน รวมถึงจะมีผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับการใช้งานพลตฟอร์มต่างชาติ รวมถึงการลงทุนด้าน Content Delivery Network (CDN) เพื่อเก็บข้อมูลในประเทศไทย
กสทช.พิรงรอง รามสูตร กล่าวภายหลังการประชุมว่า แม้จะมีการถกเกียงกัน และเข้าใจในสิ่งที่บอร์ดกสทช.ตั้งคำถาม ดังนั้น ที่ประชุมจึงกำหนดให้มีการประชุมครั้งหน้า วันที่ 22 มิ.ย.2569 หากเห็นชอบในหลักการ รายละเอียดต่างๆ ก็สามารถกำหนดรายละเอียดได้ในลำดับต่อไป และหากไม่ติดขัดประเด็นไหน ในวันที่ 25 มิ.ย.2569 คาดว่าจะประชุมเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัลต่อไป ส่วนประเด็นหลังสิ้นสุดใบอนุญาตของผู้ประกอบการในปี 2572 นั้น อย่างไรเสีย ก็ต้องจัดให้มีการประมูล เพราะกฎหมายเดิม ไม่ได้แก้ไข แต่ราคาต้องถูกลง
สำหรับเหตุผลที่ในแผนแม่บทฯต้องมีการส่งเสริมให้เกิดแพลตฟอร์มของคนไทยนั้น กสทช.พิรงรอง ระบุว่า การพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ มากเกินไป ในอนาคตเด็กรุ่นใหม่ จะไม่ได้รับรู้ข่าวสาร วัฒนธรรมของคนไทย ไม่ถูกอัลกอริทึ่ม หรือ คลิกเบท เพื่อให้ดูในสิ่งที่แพลตฟอร์มต้องการ ซึ่งแพลตฟอร์มของคนไทยนี้ จะต้องเข้าถึงได้ฟรี สามารถเก็บข้อมูลการใช้งานในเมืองไทย
และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้ เช่น การวัดเรตติ้ง การลดการลงทุนที่ต่างคนต่างสร้างแพลตฟอร์ม และการใช้เม็ดเงินโฆษณาร่วมกัน เพื่อไม่ให้เม็ดเงิน และข้อมูลไหลออกสู่นอกประเทศเหมือนดั่งทุกวันนี้ สอดรับกับการรักษาอธิปไตยทางข้อมูล ซึ่งในต่างประเทศหลายประเทศก็มีการทำแพลตฟอร์มของประเทศตนเองแล้ว
ขณะที่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากแผนแม่บทฯผ่านไม่ใช่แค่ทีวีดิจิทัลเท่านั้น ยังรวมถึงกิจการกระจายเสียงด้วย ซึ่งใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงของวิทยุภาครัฐกำลังจะหมดลงในเดือน เม.ย. 2570 เพื่อให้สามารถวางแผนการทำงาน รวมถึงในแผนได้ระบุถึงทางเลือกในการเดินหน้าวิทยุดิจิทัลเพื่อรองรับเทรนด์ในอนาคตด้วย
ส่วนเรื่องอธิปไตยข้อมูล การสื่อสารนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในอดีต ใครคุม ‘ระบบพลังงานและไฟฟ้า’ คือ ผู้กุมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของชาติ แต่ปัจจุบัน ใครคุม ‘ระบบสื่อสารและข้อมูล’ คือ ผู้กุมเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุมไปถึงความคิด พฤติกรรม และอำนาจทางการเมืองของประชาชนด้วย
ดังนั้นประเทศไทยควรมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเองทั้งด้านข้อมูล และ การสื่อสาร เพราะนอกเหนือจากภัยไซเบอร์อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลแล้ว ยังมีภัยเงียบที่มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น คือ ภัยคุกคาม “อธิปไตยทางการสื่อสาร” ซึ่งหมายถึง “อำนาจอิสระของรัฐหรือประชาชนในการควบคุม กำกับดูแล และปกป้องระบบสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากภายนอก” ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล







