ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ การเลือกตั้งจะยังไม่กำหนดวันเวลาออกมาชัดเจน แต่อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเป็นนัยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญ

“สิ่งสำคัญที่สุด คสช.กำลังพิจารณาอยู่คือ การเตรียมการไปสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั่นคือเรื่องสำคัญอีกเรื่อง ฉะนั้นอย่าหาว่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง เป็นคนละเรื่อง ผมต้องการให้ประเทศสงบ มีเสถียรภาพและมีผลต่อการลงทุนในช่วงเวลานี้ เรื่องการเลือกตั้งเราก็เดินของเราไป ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ผมไม่เห็นจะมีความขัดแย้งอะไรกัน อย่าลืม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นระหว่างปฏิบัติราชการที่ประเทศอังกฤษและได้พบกับ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกฯ ไทยยังยืนยันอีกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในปีหน้า เพราะร่างกฎหมายสำคัญได้ผ่านการพิจารณาแล้ว 

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความชัดเจนว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องขอรอเวลาให้ทุกอย่างลงตัวเพื่อเคาะวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น 

เงื่อนไขที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการหารือร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมืองในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้ง รวมไปถึงว่าจะเอาอย่างไรกับการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง

แต่กระนั้นท่ามกลางกระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ทว่าอีกมุมหนึ่งกำลังเกิดปรากฏว่าตลาดช็อปปิ้ง สส.กำลังเป็นไปอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาสู่ถนนการเมืองของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในนามแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ คอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

เป้าหมายหลักอยู่ที่การตัดแขนตัดขาพรรคเพื่อไทยด้วยการดูดดึงอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือให้มากที่สุด เพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่กับสองภาคนี้ ซึ่งการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาต่างยืนอยู่ได้เพราะอาศัยความมั่นคงของภาคอีสานและภาคเหนือ

ตอนแรกใครๆ คิดว่า บรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคงไม่กล้าทิ้งพรรค เพราะติดกับบารมีของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่มาจุดนี้เงื่อนไขต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ภายหลัง คสช.ครองอำนาจการเมืองได้นานถึง 4 ปี

“สุริยะ” มีเงิน “สมศักดิ์” มีบารมี “สมคิด” มีอำนาจ จึงไม่แปลกที่เมื่อเดินสายพบอดี ตสส.จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกนักเลือกตั้งต่างมีความสามารถพิเศษในการเป็น “นกรู้” ว่าทิศทางลมในขณะนี้ควรอยู่ข้างไหนถึงจะเป็นฝ่ายชนะ

ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเองค่อนข้างง่อนแง่น ไล่ตั้งแต่สภาพของการยังหาหัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำพรรค ไม่เพียงเท่านั้นบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าชายคาพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นคงเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะจมลงไปพร้อมกับพรรค

อย่างไรก็ดี หากจะหาปัจจัยที่ทำให้ตลาด สส.ระอุอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวกำหนดให้มี สส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 350 และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเพียงใบเดียวในการคำนวณหาจำนวน สส.แบ่งเขตและ สส.บัญชีรายชื่อ

ที่สำคัญขั้นตอนของการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อนั้นยังเอาคะแนนของคนที่แพ้ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดเพื่อกำหนดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

วิธีการดังกล่าวเป็นประโยชน์ในเชิงทฤษฎีทางวิชาการ และเป็นคุณในทางปฏิบัติแก่นักเลือกตั้งด้วย 

นักเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ระบบแบ่งเขตที่มีฐานของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ย่อมอาศัยความได้เปรียบตรงนี้ต่อรองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

อย่างน้อยถ้าเป็นคนที่มีคะแนนแต่ไม่ชนะในเขตนั้น สามารถเอาคะแนนส่วนนี้ไปช่วยเกื้อหนุนให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อแทน หรืออาจจะได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นผู้ช่วยหรือเลขารัฐมนตรีก็ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับคะแนนที่ช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ

บรรดานักเลือกตั้งแถวสองหรือแถวสามที่ไม่ใช่เกรดเอ แต่พอมีคะแนนอยู่บ้าง จึงเป็นที่โปรดปรานของบรรดาพรรคการเมืองใหม่ที่มีทุนหนาอย่างพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้

ถึงกระนั้นความคึกคักของตลาด สส.ไม่ได้สร้างประโยชน์แก่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.เป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ ได้รับอานิสงส์ไม่แพ้กัน

โดยจะเป็นโอกาสให้พวกที่ไม่เคยได้ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสลืมตาอ้าปากขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกขาประจำที่ผูกขาดการเป็นผู้สมัครค่ายสะตอมาหลาย 10 ปี

ดังนั้น จึงกลายเป็นสถานการณ์ฟ้าเปิดสำหรับบรรดาอดีต สส.ในการย้ายพรรค แต่เป็นภาวะที่ปวดหัวของพรรคใหญ่ที่เจออภินิหารของระบบเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงสนามเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ