posttoday

"ดูด" เพื่อชาติ สืบทอดอำนาจคสช.

30 เมษายน 2561

สาเหตุที่ต้องบอกว่าสถานการณ์เข้าตาจน เนื่องจากกติกาของการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเป็นตัวบีบให้ คสช.ต้องทำแบบนั้น

สาเหตุที่ต้องบอกว่าสถานการณ์เข้าตาจน เนื่องจากกติกาของการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเป็นตัวบีบให้ คสช.ต้องทำแบบนั้น

***************************

โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรค การเมืองกำลังปวดหัวกับกติกาการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ทั้งในเรื่องการให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิก และเรื่องอื่นๆ ปรากฏว่าบรรดาผู้มีอำนาจของ คสช.ต่างโชว์พลังดูดอดีตนักการเมืองที่ คสช.เคยบอกว่าไม่ดีเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดตัวเองอย่างสะดวกมือ

ปฏิบัติการ คสช.เรียกได้ว่าแตกต่างไปจากวิถีของนักการเมืองพอสมควร เพราะโดยปกติแล้วในทางการเมืองจะช็อปอดีต สส.เป็นรายเขตหรือเป็นรายบุคคล แต่กับกรณีของ คสช.พบว่ากำลังทยอยหยิบนักการเมืองใส่ตะกร้าทีละภูมิภาค

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคพลังชลที่บรรดาผู้นำหัวขบวนของพรรคที่เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาลกันแล้ว ซึ่งเป็นการประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังชลจะยืนอยู่เคียงข้างกับ คสช.แน่นอน การดูพรรคพลังชลเข้าค่ายทหารทำให้การเมืองในภูมิภาคตะวันออกเกิดแรงเขย่าไม่น้อย จนเกิดกระแสข่าวอาจมีอดีต สส.ของบางพรรคเข้ามาร่วมกับ คสช.ในอนาคตด้วย

จากภาคตะวันออก คสช.กำลังจะคืบคลานไปสู่ภาคอีสาน แต่การจะเดินเกมดูด สส.ในภาคอีสานนั้นไม่ได้ทำได้ง่าย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยผูกขาดเสียเป็นส่วนใหญ่มาเป็นเวลานาน ดังนั้น การหยิบ สส.ใส่ตะกร้าก็ต้องเริ่มจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทยก่อนเป็นประการแรก

ด้วยเหตุนี้เองการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรในเดือนหน้าที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่บุรีรัมย์และสุรินทร์บางส่วนเป็นของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งบุรุษผู้มากบารมีในพรรคทั้งสองคนนี้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ในทางกลับกันกลับมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มทุนที่พร้อมสนับสนุนพอสมควร

ดังนั้น หากทหารและพรรคภูมิใจไทยจะจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองก็คงไม่แปลกนัก เพราะพื้นที่ในภาคอีสานใต้เวลานี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะกุมเสียงข้างมากอยู่ แต่ถ้าสามารถสร้างฐานบุรีรัมย์และสุรินทร์ให้แข็งแรงได้ผนวกกับการใช้อำนาจทางการเมืองผสมลงไป โอกาสที่จะแผ่ขยายอิทธิพลให้กว้างขวางมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน อันเป็นโมเดลที่พรรคเพื่อไทยเคยใช้มาก่อน

เมื่อเริ่มเขย่าภาคอีสานบางส่วนได้แล้ว พื้นที่ต่อไปก็คงหนีไม่พ้นภาคเหนือ ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญที่ฝ่าย คสช.จะใช้คงหนีไม่พ้นการอัดงบประมาณลงไปในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อดึงดูดให้อดีต สส.มาร่วมกับ คสช.ให้มากที่สุด

การเดินเกมดูดของ คสช.ตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับการกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยบอกว่าไม่ชอบวิถีของนักการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เข้าตาจน ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ก็ต้องใช้วิธีดูดเพื่อชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเช่นกัน

สาเหตุที่ต้องบอกว่าสถานการณ์เข้าตาจน เนื่องจากกติกาของการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเป็นตัวบีบให้ คสช.ต้องทำแบบนั้น

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ออกแบบการเลือกตั้งให้ใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” แม้จำนวน สส.จะมี 500 คน และแบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อตามเดิม แต่วิธีการเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน สส.กลับเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ระบบจัดสรรปันส่วนผสม กำหนดให้การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งแบบ สส.แบ่งเขตเพียงใบเดียว จากเดิมที่บัตรเลือกตั้งจะมีสองใบ นอกจากนี้ การคำนวณคะแนนเลือกตั้งเพื่อหาจำนวน สส.แบบใหม่นั้นก็ใช้คะแนนจาก สส.เขตเท่านั้น เท่ากับว่าการได้มาซึ่ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนเลือกตั้งของ สส.ระบบแบ่งเขตเพียงอย่างเดียว

เมื่อระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปเช่นนี้ การจะได้ สส.เข้าสภา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระแสและความนิยมของผู้สมัคร สส.เขตที่มีอยู่ในพื้นที่พอสมควร เรียกได้ว่าผู้สมัคร สส.เขตจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในทางกลับกัน ถ้าส่งคนที่ไม่มีพื้นเพเป็นทุนเดิม โอกาสที่จะแพ้ทั้ง สส.แบบแบ่งเขตและชวดที่จะได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อก็มีความเป็นไปได้สูง

บรรดาพรรคการเมืองในปัจจุบันก็ต่างรับรู้ถึงหมากเกมนี้ของ คสช.เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ออกมาฟาดงวงฟาดงาถล่ม คสช.ว่ากำลังตกปลาในบ่อเพื่อน

ในมุม คสช.เอง ต่างไม่มีทางเลือกเช่นกัน ครั้นจะให้ตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจโดยปราศจากนักการเมืองหน้าเดิมๆ คงเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะกลับมามีอำนาจตามระบบ เพราะรู้ตัวดีว่าอาศัยแต่บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หรือนายทหารมากบารมีเพียงไม่กี่คนอย่างเดียว ย่อมไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้

เป้าหมายของ คสช. คือ การสืบทอดอำนาจเพื่อเดินหน้าสานงานของตัวเองต่อให้จบ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 4-5 ปี โดยตอนนี้ตัวเองได้เปรียบเหนือทุกพรรคทั้งในแง่กติกาและอำนาจทางการเมือง เหลือเพียงแต่การนำมาปะติดปะต่อให้เกิดเป็นรูปธรรมผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น

ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เห็นและเป็นอยู่ คสช.จึงต้องดูดเพื่อชาติ เพื่อเป้าหมายของการสืบทอดอำนาจและทำภารกิจให้ลุล่วง แม้จะถูกมองว่าเป็นคนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงก็ตาม

ข่าวล่าสุด

กลับมาได้ไหม! ผู้สมัครสส.พลังประชารัฐวอน“ประวิตร”คืนคุมพรรค