
รฟท.เซ็นสัญญาสร้างสายสีแดง 2 ส่วนต่อขยาย ปักเสาเข็ม ก.ค. 69
การรถไฟฯ ลงนามสัญญาสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง 2 ส่วนต่อขยาย รังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต และ ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา กว่า 2 หมื่นล้านบาท เตรียมปักเสาเข็ม ก.ค. 2569
KEY
POINTS
- รฟท. ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง คือ ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา
- โครงการมีกำหนดเริ่มตอกเสาเข็มในเดือนกรกฎาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 3 ปี หรือประมาณปี 2572
- ผู้รับจ้างก่อสร้างคือ บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งฯ สำหรับสายสีแดงเข้ม (รังสิต-มธ.) และกิจการร่วมค้า ยูที สำหรับสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-ศาลายา)
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง เพื่อเดินหน้าเพิ่มทางเลือกการเดินทางและยกระดับการเชื่อมต่อระหว่างใจกลางเมืองกับพื้นที่ชานเมืองให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
การลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายประสงค์ สุวิวัฒน์ธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม โดยแบ่งออกเป็น 2 สัญญาหลัก ได้แก่
สายสีแดงเข้ม (ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต): ลงนามกับ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 6,057,000,000 บาท
สายสีแดงอ่อน (ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา): ลงนามกับ กิจการร่วมค้า ยูที (บริษัท ยูนิคฯ และ บริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด) มูลค่าโครงการ 14,720,000,000 บาท
พร้อมกันนี้ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงด้านคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในโครงการสายสีแดงเข้ม เพื่อตอกย้ำความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยมีนายอนันต์ เจนงามกุล รองผู้ว่าการรถไฟฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเดินหน้าโครงการในครั้งนี้อย่างละเอียดว่า:
"โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาระบบขนส่งทางรางของภาครัฐ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) และแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 (M‑MAP2) "
"เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบราง ลดปัญหาการจราจร และรองรับการเดินทางของประชาชนในอนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่งเริ่มผลักดันและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568"
"โดยคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย มีมติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สั่งจ้างบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และสั่งจ้างกิจการร่วมค้า ยูที ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย–กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี)"
เปรียบเทียบรายละเอียด 2 เส้นทางใหม่
สายสีแดงเข้ม (รังสิต – มธ.ศูนย์รังสิต)
ระยะทางรวม: 8.84 กิโลเมตร
ลักษณะโครงสร้าง: ทางระดับดินทั้งหมด
จำนวนสถานี: 4 สถานี (คลองหนึ่ง, ม.กรุงเทพ, เชียงราก, มธ.ศูนย์รังสิต)
พื้นที่ก่อสร้าง: ฝั่งขวาของทางรถไฟปัจจุบัน
การเวนคืนที่ดิน: มีพื้นที่เวนคืนบางส่วนประมาณ 14 ไร่
สายสีแดงอ่อน (ศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา)
ระยะทางรวม: 20.50 กิโลเมตร
ลักษณะโครงสร้าง: ระดับดิน 13.83 กิโลเมตร / ยกระดับ 6.67 กิโลเมตร
จำนวนสถานี: 9 สถานี (รวมสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี)
พื้นที่ก่อสร้าง: ฝั่งซ้ายของทางรถไฟปัจจุบัน
การเวนคืนที่ดิน: ไม่มีการเวนคืนที่ดิน ใช้ที่ดิน รฟท. เป็นหลัก
ตารางเวลา (Timeline) การก่อสร้าง
การรถไฟฯ ได้วางกรอบเวลาการดำเนินงานในระยะต่อไป ดังนี้
- 15 มิถุนายน 2569: คาดการณ์ลงนามสัญญาจ้างผู้ควบคุมงานก่อสร้าง (ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา)
- 9 กรกฎาคม 2569: คาดการณ์ลงนามสัญญาจ้างผู้ควบคุมงานก่อสร้าง (ช่วงรังสิต–มธ.ศูนย์รังสิต)
- กรกฎาคม 2569: แจ้งเริ่มงานก่อสร้าง (Notice to Proceed: NTP) และเริ่มปักเสาเข็มพร้อมกันทั้ง 2 โครงการ
- ปี 2572: กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จ (ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 36 เดือน หรือ 3 ปี)
นายอนันต์ฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการเปิดให้บริการระบบรถไฟชานเมืองทั้ง 2 เส้นทางว่า:
"โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ทั้งช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะช่วยลดเวลาการเดินทางจาก จ.ปทุมธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี-ศาลายา ผ่านระบบรางสายหลักของเมือง ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงลดปัญหาการจราจรติดขัด และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและพื้นที่โดยรอบสถานี ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป"







