
วิกฤตดื้อยาหยุดได้! เจ็บคอเช็ค "3 มี 1 ไม่" รู้ไว้ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ
วิกฤตดื้อยาหยุดได้! แพทย์แนะวิธีการง่ายๆ แค่เจ็บคอเช็ค "3 มี 1 ไม่" รู้ไว้ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ
"ขอยาแก้อักเสบ" หรือ "ขอยาแรงๆ" อาจจะเป็นคำพูดติดปากของใครบางคนที่ป่วยและไป "ร้านขายยาใกล้บ้าน" เพื่อหวังการรักษาที่รวดเร็ว
แต่ปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤต "เชื้อดื้อยา" ซึ่งเป็นภัยคุกคามระบบสาธารณสุขที่รุนแรง .. จากตัวเลขพบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 38,000 รายต่อปี! และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 4 หมื่นล้านบาทต่อปี
ระบบสาธารณสุขได้ยังกำกับดูแลการใช้ยาไม่เข้มแข็ง
บนเวทีเสวนา "ดื้อยาหยุดได้" ชี้ว่า การควบคุมการกระจายยาถือเป็นด่านหน้าที่มีความสำคัญสูงสุด แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายการเข้าถึงยาที่ดี แต่ยังขาดความเข้มแข็งในเรื่องระบบ “การกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพ”
โดยเฉพาะในส่วนของร้านขายยาภาคเอกชนที่ยังไม่มีระบบตรวจสอบและติดตามที่เข้มข้นเพียงพอ ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการจ่ายยาเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์ที่นำไปสู่การดื้อยา
เพราะการสะสมเชื้อดื้อยาในร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนับปี เพียงแค่การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อในหลักสัปดาห์ ก็สามารถกระตุ้นให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์และดื้อยาได้
อีกทั้ง ภัยจากเชื้อดื้อยานั้นอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด ไม่ใช่เพียงแค่การกินยาผิดเท่านั้น แต่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการทำปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาเกินความจำเป็น ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคดื้อยาทั้งสิ้น เพราะเชื้อดื้อยาสามารถตกค้างและแพร่กระจายผ่านแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหารกลับมาสู่มนุษย์ได้ในที่สุด
หลักคิด “3 มี 1 ไม่” แบบไหนต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
สำหรับประชาชน การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือเกราะป้องกันเชื้อดื้อยาที่ดีที่สุด ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) ชี้ว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่า “เจ็บคอต้องใช้ยาปฏิชีวนะ” ทั้งที่จริงแล้ว อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และมักหายได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
สำหรับอาการเจ็บคอ มีวิธีสังเกตการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยหลัก “3 มี 1 ไม่” ได้แก่
- มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
- มีฝ้าขาวที่คอหอยหรือต่อมทอนซิล
- มีต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโตและกดเจ็บ
- ไม่มีอาการไอ
ดังนั้น หากมีแต้มครบ 4 ข้อ หรือมีอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่หากมีแต้มเพียง 1–2 ข้อ มักเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาเกินความจำเป็นเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไข สิ่งสำคัญที่เราควรช่วยกันปรับ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น คือ
- ใช้หลัก “3 มี 1 ไม่” ในการเช็กอาการ
- เลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” เพื่อลดความสับสน
- ไม่เริ่มใช้ยาปฏิชีวนะเองก่อนได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย
- หากจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สิ่งสำคัญที่เราควรทำเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา คือ 1. ไม่ขอยาแรง แต่ขอใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อก่อโรค 2. ใช้ยาให้ถูกขนาดตามฉลากยา และ 3. ใช้ยาให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
เพราะการใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อ ขนาดที่ถูกต้อง และระยะเวลาที่ครบ จะช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยาได้







