posttoday

ประชานิยม "ทักษิณ VS ยิ่งลักษณ์" ก่อหนี้ไม่แพ้กัน

16 สิงหาคม 2555

นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลเสิร์ฟให้ “คนชั้นกลาง” เป็นปรากฏการณ์ใหม่รัฐบาลโคลนนิง “ทักษิณยิ่งลักษณ์”

โดย...จตุพล สันตะกิจ

นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลเสิร์ฟให้ “คนชั้นกลาง” เป็นปรากฏการณ์ใหม่รัฐบาลโคลนนิง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”

เพราะนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2545-2549 ที่เน้นส่งเงินลงไปถึงมือคนท้องถิ่น บ้างก็ตรงถึงมือเกษตรกร บ้างก็หยิบยื่นให้ชุมชนฐานราก เช่น นโยบายจำนำข้าว กองทุนหมู่บ้าน และกองทุนเอสเอ็มแอล เป็นต้น ขณะที่นโยบายที่ทำให้รัฐบาลทักษิณได้คะแนนนิยมสูงสุดไม่นับการปราบปรามยาเสพติด คือ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

เหล่านี้ล้วนโดนใจและทำให้คนชนบทคิดถึงบุญคุณของรัฐบาลทักษิณไม่เสื่อมคลายจนวันนี้

ทว่าเมื่อนำนโยบายประชานิยมสมัยทักษิณมาเทียบกับนโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว

เรียกได้ว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นนโยบาย “ต่อยอด” จากนโยบายประชานิยมยุครัฐบาลทักษิณทั้งสิ้น แต่สุ่มเสี่ยงที่สร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างหนัก เพราะทุ่มเม็ดเงินหนักมือชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นเพราะจะแม้ต่างช่วงต่างเวลา แต่ก็คิดโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด นโยบายประชานิยมที่รุกคืบเข้าหาคนทุกระดับ กำลังทำให้คนไทยเสพติดนโยบายประชานิยมทุกขณะจนเลิกไม่ได้แล้ว

หากเป็นคนฐานรากที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมอยู่แล้ว นโยบายประชานิยมชุดใหม่ที่ผลิตขึ้น ต้องให้ฤทธิ์เสพติดมากกว่าเดิมหลายเท่า

ไล่ตั้งแต่นโยบายจำนำข้าวเปลือก สมัยรัฐบาลทักษิณ มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเช่นกัน แต่เป็นการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด 5-10% มีชาวนาร่วมโครงการประมาณ 30% แต่สุดท้ายโครงการรับจำนำข้าวเปลือกสมัยนั้น ทำให้รัฐบาลมีข้าวสารเก็บไว้ในมือจำนวนมาก และเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันตามมามากมาย

ขณะที่ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและสินค้าเกษตรอื่นๆ ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย แม้ว่ารัฐบาลบางสมัย เช่น รัฐบาลสุรยุทธ์จะเจียดงบประมาณไปชำระหนี้บางส่วน แต่นโยบายจำนำสินค้าเกษตร ได้ทิ้งภาระหนี้สินให้รัฐบาลต้องตามชดใช้เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท

“โครงการรับจำนำและแทรกแซงสินค้าเกษตรของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา รัฐบาลเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1.66 แสนล้านบาท หักมูลค่าสินค้าเกษตรคงเหลือในสต๊อกภาระหนี้อยู่ที่ 1.37 แสนล้านบาท และรัฐบาลต้องทยอยตั้งงบคืนหนี้ ธ.ก.ส. ภายในปี 2559” ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุ

เมื่อเข้ายุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกถูกปั่นราคาไปที่ราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 40-50% จากราคาในท้องตลาด ทั้งเป็นนโยบายเปิดรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด โดยตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาควบคุมกระแสการไหลเวียนของข้าวทุกเม็ดได้ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะไม่ขาดทุนหรือขาดทุนน้อย

แต่นั่นเป็นตรรกะที่แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะข้าวไม่ใช่ “น้ำมัน”

เริ่มต้นยกแรกของนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดนาปี ปีการผลิต 2554/2555 และข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ในโครงการแล้ว 2.7 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าวเปลือก 16-17 ล้านตัน ไม่นับรวมเงินค่า้จ่ายขาดในโครงการอีก 2.5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีท่าทีที่ชัดเจนว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 ยังคงเดินหน้ารับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดอีก หากตั้งเป้าปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกที่ 25 ล้านตัน จะต้องใช้เม็ดเงินอีก 4.1 แสนล้านบาท หากตั้งเป้ารับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 อีก 11 ล้านตัน หรือ 2 แสนล้านบาท

เท่ากับเอาเงินภาษีก้อนโต 8 แสนล้านบาท ไปลงขันพนันในตลาดข้าวโลกที่มีโอกาสเสี่ยงขาดทุน 50 ต่อ 50

แม้คนในรัฐบาลจะมั่นใจว่าโอกาสที่ผลผลิตอาหารทั่วโลกจะลดลงมีสูง เพราะภาวะโลกร้อน และเป็นโอกาสที่ทำให้ไทยขายข้าวได้ในราคาเพิ่มขึ้น หรือหากโครงการจำนำข้าวเปลือกขาดทุนบ้าง คนที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็คือชาวนากว่า 4 ล้านครัวเรือนนั่นเอง

แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะแม้ชาวนา 4 ล้านครัวเรือน จะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้จริง แต่ชาวนาร่ำรวยในภาคกลางมีที่ดินเป็นร้อยหรือพันไร่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ แต่รัฐบาลต้องแบกภาระขาดทุนมหาศาล ส่วนโรงสีก็ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน” ไม่ต้องวิ่งหาซื้อข้าว แค่รับข้าว สีข้าว และคอยกินหัวคิวจากการหักค่าความชื้นเกินจริงก็อยู่ได้แล้ว

ประชานิยม "ทักษิณ VS ยิ่งลักษณ์" ก่อหนี้ไม่แพ้กัน

 

นโยบายจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทยังแผ่อานิสงส์ไปถึงคนชั้นกลางด้วย เพราะวันนี้คนชั้นกลางที่มีที่นา 10-20 ไร่ ผันตัวมาเป็นชาวนามือถือเหมือนกัน ทั้งจ้างไถ จ้างปลูก จ้างหว่าน จ้างคนดูแล และจ้างรถมาเก็บเกี่ยวข้าวลงทุน 7,000-9,000 บาทต่อไร่ แต่จำนำข้าวเปลือกได้ 1.3-1.4 หมื่นบาทต่อตัน

ได้กำไรงามๆ อย่างน้อย 50% ไม่แพ้ทำงานประจำด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกัน นโยบายกองทุนหมู่บ้านที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีนโยบายเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีกหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ตั้งงบเพิ่มทุน 8 หมื่นล้านบาท ทำให้กองทุนหมู่บ้านมีทุนประเดิมจากรัฐบาลเป็น 2 ล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอลที่ได้รับการอัดฉีดงบรายปี ปีละ 3.5 หมื่นล้านบาทให้ทุกชุมชน สามารถทำโครงการอะไรก็ได้ โดยไม่เกี่ยงงอนแม้แต่นิดเดียว

ส่วนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ที่ริเริ่มสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้จะเป็นนโยบายเกทับนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 25% ใน 2 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับสร้างความปั่นป่วนให้วงการผู้ประกอบการไม่น้อย เพราะเป็นการขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดด 40% จากอัตราเดิม เอกชนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ล้มตายไป

แต่ผลของนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ส่งผลเชิงลบมากกว่าบวก

เพราะข้าวของแพงขึ้นทันที ขณะที่สวัสดิการที่แรงงานเคยได้รับถูกปรับมาเป็นเงินค่าจ้างขั้นต่ำและต้องทำงานหนักขึ้น จนมีเสียงโอดโอยจากแรงงานให้ได้ยินกันบ่อย

ในขณะที่การเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ที่แตกต่างจากการนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจบังคับให้เอกชนเพิ่มเงินเดือนได้ หวยจึงมาลงล็อกที่การปรับเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทแทน แม้เบื้องต้นจะเป็นการให้เงินค่าครองชีพก่อนปรับฐานเป็น 1.5 หมื่นบาท ในปี 2557

สร้างภาระงบประมาณให้ภาครัฐพอควร เงินงบประมาณที่สมควรเก็บไว้ลงทุนถูกผันมาเป็นเงินเดือนข้าราชการ

แต่ก็จับสัญญาณได้ชัดว่าเป้าหมายนโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ล้วนโดนใจลูกหลานคนชั้นกลางและนักศึกษาจบใหม่ความหวังของพ่อแม่ที่เป็นคนฐานราก

เพียงแต่ผลสำเร็จของนโยบายยังไม่ถึงฝั่งเท่านั้น

เช่นเดียวกับการได้เห็นผู้คนแห่จองซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกกันล้นหลาม เพราะมีแรงจูงใจจากการได้รับคืนเงินไม่เกิน 1 แสนบาท โดยเฉพาะหลังการยืดมาตรการส่งมอบรถยนต์ไม่มีการกำหนด ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์คาดว่าจะมีการเช่าซื้อรถยนต์ในโครงการ 1 ล้านคัน และรัฐบาลคืนเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท

ที่ถือว่าเป็นตัวอย่างนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่งถึงมือ “คนชั้นกลาง” กลุ่มใหญ่ชัดเจนที่สุด และเป็นนโยบายที่ไม่เคยมีในสมัยรัฐบาลทักษิณ

แม้หลายคนมองว่ารัฐบาลกำลังไล่ซื้อคะแนนนิยมจากคนชั้นกลาง

แต่หากฉุกคิดให้ดีจะพบว่าชุดนโยบายนี้จะสร้างความเสียหายให้กลุ่มพลังที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างคาดไม่ถึง ทั้งทำให้คนชั้นกลางติดกับดักหนี้ ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน โดยไม่สนใจว่าอนาคตบ้านเมืองจะไปทางไหนตามทัศนคติเยาวชนรุ่นใหม่ที่ว่า “ใครจะโกงกินไม่สำคัญ แต่ตัวเองต้องได้ด้วย”

เนื่องด้วยนโยบายนี้ กระตุ้นให้คนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยหรือเพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายก่อหนี้ระดับ 56 แสนบาทแลกกับการคืนเงินแสน และมีภาระชำระผ่อนหนี้อย่างน้อย 5-6 ปี

“นโยบายรถยนต์คันแรกส่งผลให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น คาดว่าปีนี้น่าจะพุ่งแตะ 6 แสนล้านบาท”อิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ระบุ

แต่หากคนรุ่นใหม่เหล่านี้เสียประวัติทางการเงิน เพราะผ่อนค่างวดไม่ได้ รถถูกยึด ติดแบล็กลิสต์ติดเครดิตบูโร เพราะด่วนใจซื้อรถยนต์คันแรก ก็จะเป็นความเสียหายต่อรากฐานเศรษฐกิจได้ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับตาสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อย่างใกล้ชิด เพราะเริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระค่างวดรถยนต์ให้เห็นกับบ้างแล้ว

นโยบายประชานิยมซื้อใจคนชั้นกลางของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถือว่า “เลวร้าย” ไม่แพ้นโยบายสร้างหนี้ให้กับรากหญ้าของรัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลประชานิยมทั่วโลก

เพียงแต่ตอนนี้ผู้คนยังรู้สึกอิ่มเอมกับ “ของแจก” ที่รัฐบาลยื่นให้ และถ้ารอกันอีก 3-4 ปี ก็จะรู้ว่าแผลประชานิยมที่ปริแตกจะเจ็บแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด ซันเดอร์แลนด์ พบ แมนซิตี้ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 1 ม.ค.69