ขย่มงบไทยเข้มแข็ง แค่ดิสเครดิตทางการเมือง

วันที่ 15 ธ.ค. 2554 เวลา 07:18 น.
ขย่มงบไทยเข้มแข็ง แค่ดิสเครดิตทางการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเงิน

ปฏิบัติการตีลูกระนาดของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการพิจารณางบไทยเข้มแข็ง ในส่วนโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 73 โครงการ วงเงิน 18,053.71 ล้านบาท ด้วยการขนานนามว่า “มีแต่โกง” ก่อนที่ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการเพียง 3 โครงการ

หนึ่ง โครงการพัฒนาศิริราชสู่ความเป็นเลิศในเอเชียอาคเนย์ ระยะที่ 2 วงเงิน 1,543 ล้านบาท

สอง โครงการอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ เพื่อการบริหารการเรียนการสอนและการวิจัย วงเงิน 1,715 ล้านบาท

สาม โครงการจัดหาครุภัณฑ์ประจำอาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วงเงิน 399.8 ล้านบาท

โครงการที่เหลือ ครม.รัฐบาลปู ให้นำโครงการที่เสนอมาไปทบทวนรายละเอียด มีข่าวโกงหรือไม่อย่างไร โดยระบุว่า แม้ ครม.ชุดนี้จะเป็น ครม.ขี้เหร่ แต่มีความโปร่งใส ไม่เหมือน ครม.ชุดรูปหล่อ แต่ทำอะไรไม่ชอบมาพากล

ขณะที่นายกฯ ระบุว่า โครงการใดที่คาดว่าจะทำไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2555 ก็ขอให้ยกเลิก เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่มีสถานการณ์น้ำท่วม การใช้จ่ายงบประมาณจำเป็นต้องมีการรัดเข็มขัด อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีใน ครม. ไม่ได้ระบุว่า หากยกเลิกโครงการไปแล้วจะนำงบดังกล่าวมาใช้ฟื้นฟูน้ำท่วมหรือไม่

ส่งผลให้รัฐมนตรีในสังกัดพรรคเพื่อไทยกระโดดออกมาสกรัมงบไทยเข้มแข็งกันหนักหน่วงว่า โครงการไทยเข้มแข็งที่เสนอมามีหลายโครงการที่มีการดำเนินการไม่โปร่งใส

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต วงเงิน 2,434 ล้านบาท มีการทุจริตในขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง

ขณะที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า มีบางโครงการยังไม่มีการลงทุน แต่โกงค่าออกแบบไปแล้ว 50% ของวงเงินค่าออกแบบ

วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ไปไกลขนาดบอกว่า รู้สึกกล้ำกลืนอย่างมากในการอนุมัติงบไทยเข้มแข็ง ในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขรอบนี้ เพราะบางโครงการมีการทุจริตมาตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจตื่นเต้นกับการออกมาโหมกระหน่ำ ชี้ให้เห็นในความไม่ชอบมาพากลของการใช้งบก้อนนี้

ทว่าในความเป็นจริงแล้วแทบไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจากได้อรรถรสของการดิสเครดิตทางการเมืองเท่านั้น

หนึ่ง นั้นเป็นเพราะ ครม.มอบหมายรัฐมนตรีทุกกระทรวงทบทวนโครงการที่เสนอมาใหม่ทั้งหมด หากเป็นโครงการที่ยังไม่เริ่มต้น ไม่มีแบบและยังไม่ได้ประมูลจัดซื้อจัดจ้าง หรือการดำเนินการจะไม่แล้วเสร็จทันวันที่ 30 ก.ย. 2555 ขอให้ยกเลิกโครงการ

สอง ครม.ยังเปิดทางอีกว่าหากทำเสร็จทัน ก็ให้เสนอโครงการให้ ครม.อนุมัติใน 2 สัปดาห์

เท่ากับว่า อนุมัตินั่นเอง...

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ข้อมูลของคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ระบุชัดว่า ได้ตรวจสอบสถานะและความคืบหน้าโครงการกู้เงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 18,053.71 ล้านบาท ที่ ครม.มีมติอนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่มาขอมติอีกรอบนั้น พบว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้วในวงเงิน 17,860.461 ล้านบาท

แต่มีโครงการที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ทันวันที่ 30 พ.ย.2554 เป็นวงเงิน 6,594 ล้านบาท เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัย หรือปัญหาความล่าช้าในการจัดซื้อจัดจ้าง

นั่นหมายถึงว่า แทบทั้งหมดเซ็นสัญญากับเอกชนไปหมดแล้ว

ที่สำคัญโครงการเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีการพิจารณาและอนุมัติกันในระบบรัฐสภาเสียด้วย ใครไปตัดงบถูกฟ้องแน่นอน

เมื่อสอบลึกลงไปในเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงินรวมทั้งสิ้น 349,960.44 ล้านบาท ปรากฏว่างวดวันที่ 30 ก.ย. 2554 มีการจัดสรรแล้วทั้งสิ้น 342,742.76 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 295,763.23 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นโครงการกระตุ้นกำลังซื้อลากเศรษฐกิจของประเทศ

โครงการที่ได้รับการคัดค้านและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นโครงการปรับปรุงถนนสายหลักไม่ต่ำกว่า 4,200 กิโลเมตร และปรับปรุงทางในชนบท 7,200 กิโลเมตรทั่วประเทศ

เว็บไซต์ไทยเข้มแข็งระบุถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานจนถึงวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติงบในสาขาขนส่งไปแล้วจำนวน 46,586.54 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 44,109.60 ล้านบาท

เมื่อลงลึกในรายละเอียด พบว่าโครงการที่ได้รับงบมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ โครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบท 14,595.29 ล้านบาท ตามมาด้วย โครงการบำรุงรักษาทางหลวง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง 13,910.80 ล้านบาท และเบิกจ่ายไปแล้ว 13,809.33 ล้านบาท

โครงการถนนไร้ฝุ่นก็มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 14,594.29 ล้านบาท

จะเห็นได้ชัดว่าในแต่ละโครงการนั้นการดำเนินงานแทบจะเบ็ดเสร็จไปหมดแล้ว

มีเพียงโครงการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ จ.ภูเก็ต วงเงิน 2,600 ล้านบาท ที่ยังรอกระบวนการอนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งโครงการดังกล่าว ครม. เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2553 หรือในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติการขยายเวลาการขอรับการจัดสรรเงินและการลงนามในสัญญาเป็นภายในวันที่ 31 ก.ค. 2555 และขยายเวลาการดำเนินงานเป็นภายในปีงบประมาณ 2557

โครงการนี้อาจติดขัดในการออกแบบ เนื่องจากมีการตุกติกจนต้องสั่งระงับไปในตอนแรก แต่อย่าลืมว่า ศูนย์การประชุมแห่งนี้คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ จุคนได้กว่า 5,000 คน

ถ้าต้องล้มไป เพราะทิฐิมานะทางการเมืองถือว่าน่าเสียดาย

หากทุจริตรัฐบาลก็สามารถตรวจสอบ ตีแผ่พฤติกรรมคนโกงออกมา ไม่ใช่ว่าจำใจอนุมัติไป...