
รับมืออย่างไรกับ ‘The Great Resignation’ การลาออกระลอกใหญ่ของคนทำงาน
‘The Great Resignation’ การลาออกระลอกใหญ่ของคนทำงาน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจ และถือเป็นความท้าทายที่นายจ้างและบริษัทต้องหาแนวทางแก้ไขเพื่อรักษาสรรพกำลังคนทำงานไว้ ก่อนจะบานปลายแบบสายเกินแก้
เมื่อการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่พร้อมเงินก้อนโตไม่ใช่ life goal ของยุคนี้อีกต่อไป แต่ความสบายใจและคุณภาพชีวิตที่ดีต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ‘The Great Resignation’ การแห่ลาออกระลอกใหญ่ของคนทำงานจึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมสั่นสะเทือนตลาดแรงงานและภาคธุรกิจ เราลองมาเจาะลึกกันว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นี้? แล้วนายจ้างควรปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด?
The Great Resignation คืออะไร?
เมื่อวิถีการทำงานรูปแบบใหม่เริ่มอยู่ตัว และสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย หลายบริษัทเริ่มปรับมาตรการเรียกพนักงานให้เข้าบริษัท 5 วันต่อสัปดาห์ตามเดิม ในมุมของคนทำงานที่ชินกับวิถี New normal แล้ว การต้องกลับเข้าออฟฟิศเหมือนเดิมที่เคยเป็นมาเปรียบเสมือนการโบกมือลาความยืดหยุ่นในการทำงานและการใช้ชีวิต เการถอยออกมาหาบริษัทใหม่เพื่อตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตคงเป็นอะไรที่น่าพึงใจมากกว่า
แต่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นในทางโต้แย้งว่าแท้จริงแล้วเทรนด์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้หรอก มันมีมานานแล้วน้อง! จากรายงานตั้งแต่ปี 2009 – 2019 มีอัตราค่าเฉลี่ยการลาออกจากงานราว 0.10% ทุกปี แต่ในช่วง 2020 ที่โควิด-19แพร่ระบาด หลายบริษัทต้องเลิกจ้างพนักงานกันเป็นแถบๆ สถานการณ์บ้านเมืองยังดูเอาแน่เอานอนไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ยังมีงานประจำอยู่เลยเลือกที่จะกอดเก้าอี้ไว้แน่นๆมากกว่า และเมื่อทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจต่างๆเริ่มกลับมาดำเนินกิจกรรมอีกครั้ง แน่นอนว่าเทรนด์ลาออกก็กลับมาด้วยเช่นกัน
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐในปี 2021 มีแรงงานกว่า 47 ล้านคนในประเทศที่ลาออกจากงาน และเหตุผลหลักในการลาออก ส่วนใหญ่คือต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexibility)
ทำไมพนักงานแห่ลาออกกันยกขบวน?
สภาพแวดล้อมแสน Toxic: จากการศึกษาโดย Flexjobs พบว่า 67% ของพนักงานที่ลาออกจากบริษัทก็เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แสนจะ toxic หรือชวนเป็นพิษ เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งไม่ใช่แค่จากตัวเพื่อนร่วมงานเอง แต่รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรด้วยที่ไม่ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพคนทำงาน อารมณ์เหมือนขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย ทำงาน 10 ปีแต่เหมือนยืนอยู่ที่เดิม สู้หาที่ใหม่ที่ดีต่อสุขภาพจิตและยังช่วยผลักดันศักยภาพเราด้วยจะดีกว่า
คำชมไม่เคยมี คำตินับไม่ถ้วน: หลายครั้งที่พนักงานทำดีแทบตาย แต่สุดท้ายกลับไม่เคยได้รับคำชม มิหนำซ้ำยังสรรหาจุดด่างพร้อยมาประเคนให้อีก จนแทบลืมไปแล้วว่าชื่อจริงของเจ้านายเราจริงๆแล้วคือ ‘สันติ’ หรือเปล่านะ ขยันหาเรื่องติได้ทุกเรื่องจริงๆ การไม่เห็นคุณค่าและให้ค่าคนทำงานต่ำเกินไป เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานตกต่ำลง แรงจูงใจถอยร่น ซึ่งส่งผลส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาพจิต นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาหตุที่พนักงานเริ่มหางานและโอกาสอื่นที่ดีกว่า
ปริมาณงานกับค่าแรงสวนทางกัน: ผลสำรวจโดย Pew Research Center ระบุว่า 63% ของคนทำงานชาวอเมริกันตัดสินใจลาออกเพราะค่าแรงที่สวนทางกับปริมาณงาน เงินเดือนเหมือนเงินทอน แต่กองงานยิ่งกว่าประธานบริษัท นอกจากนี้ส่วนใหญ่แล้วพนักงานตัดสินใจลาออกก็เพราะได้รับข้อเสนอเรื่องเงินเดือนที่สูงกว่าจากบริษัทอื่น
เวิร์ค ‘ไร้’ บาลานซ์: ชีวิตที่มีแต่การทำงาน คงไม่เรียกว่าเป็นชีวิตสักเท่าไหร่ ความสมดุล (Balance) จึงเป็นเรื่องที่คนในปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เมื่อปริมาณงานและเวลาการทำงานเริ่มเบียดเบียนการใช้ชีวิต จนพนักงานต้องอุทิศชีวิตให้กับบริษัท ความรับผิดชอบที่มากขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเครียด ความกังวล และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ การออกจากงาน ยอมแลกเงินเดือนก้อนโตในแต่ละเดือนกับความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี คงเป็นทางออกที่ดูจะตอบโจทย์กว่าเป็นไหนๆ
ธุรกิจต่างๆได้รับผลกระทบอย่างไรกับ The Great Resignation?
แน่นอนว่าเมื่อขาดแรงงานไป ธุรกิจย่อมเกิดผลกระทบแน่นอน บริษัทที่เกิดตำแหน่งงานว่างมากขึ้นแล้วบริษัทไม่สามารถหาพนักงานมาแทนได้ทัน นั้นหมายความว่าพนักงานที่เหลือจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยสรรพกำลังที่หายไป ปริมาณงานมหาศาลที่ถูกผลักไปให้คนที่อยู่ต่อย่อมก่อให้สภาวะหมดไฟ หรือ burnout ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมและตัวพนักงานเอง ธุรกิจหลายเจ้าที่เข้าตาจนต้องเร่งหาพนักงานมาแทนที่ตำแหน่งว่างอย่างเร่งด่วน แต่การจ้างงานที่มีตำแหน่งว่างมากขนาดนี้ย่อมหมายถึงต้องใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ถือเป็นเรื่องชวนปวดหัวที่หลายบริษัทกำลังหาวิธีแก้มือ
ถอดบทเรียน The Great Resignation สิ่งที่นายจ้างควรเรียนรู้
หนึ่งสิ่งที่ถูกตราขึ้นมาใหม่ในสภาวะ The Great Resignation คือความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ที่เปรียบเสมือนเรื่องราวบทใหม่และไม่ทิ้งภาพจำแบบเดิมๆไว้ จากงานวิจัยพนักงานสาย IT โดย Gartner ในปี 2022 พบว่า พนักงานสาย IT ถึง 70% เรียกร้องให้นายจ้างมีรูปแบบการทำงานที่ "มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (human-centric)” มากขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานที่สูงขึ้นทุกวัน และสิ่งที่นายจ้างควรคำนึงถึงมีดังนี้
‘ความยืดหยุ่น’ คือคีย์หลัก: Work-life balance ถือเป็นเรื่องหลักที่คนในปัจจุบันให้ความสำคัญ การทำงานแบบ Hybrid ที่มีช่วง Work from home บ้าง ช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้นที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตกับสิ่งที่รัก สามารถจัดสรรพื้นที่ทำงานแบบไร้แรงกดดันปราศจากความเครียดได้ และยังช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ‘ความยืดหยุ่น’ คือคีย์หลัก เมื่อพนักงานแฮปปี้ ทุกอย่างก็ออกมาดี
เปลี่ยนจุดโฟกัสใหม่: รูปแบบการทำงานแบบ New normal ยังมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้อยู่แม้สถานการณ์โควิดจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว งานบางอย่างไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวันก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเหมาะสมของเนื้องานและความต้องการของพนักงานได้ รวมถึงปรับรูปแบบการทำงานให้มีสถานะแบบ วิน-วิน ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
สนับสนุนการเติบโตของพนักงาน: ต้องยอมรับว่าคนทำงานส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาความมั่นคงในระยะยาวด้วยกันทั้งสิ้น การให้โอกาสพนักงานในการเพิ่มทักษะต่างๆที่ช่วยให้เขาไต่เต้าใน career path ไปได้ยาวๆ ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์กับตัวเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วยเช่นกัน การช่วยซัพพอร์ตเรื่องสกิลและผลักดันให้เติบโตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
สร้างบทสนทนาที่ดีต่อใจ: ใครๆก็ชอบคำพูดดีๆกันทั้งนั้น การที่นายจ้างแสดงความชื่นชมต่อพนักงานบ้างจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจที่ดีและสร้างแรงฮึบต่อการทำงานได้ไม่น้อย รวมถึงการเปิดโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพร้อมรับฟังแต่ละปัญหายังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีได้อีกด้วย
The Great Resignation ถือเป็นเรื่องราวที่มิอาจเลี่ยงได้ และยังคงดำเนินต่อไปตราบใดที่ตลาดแรงงานยังมีคนเสาะหาโอกาสใหม่ๆและตำแหน่งว่างอยู่เรื่อยๆ กุญแจสำคัญคือการที่บริษัทต่างๆต้องปรับตัวให้เป็น The Great Talent Reshuffle เพื่อรักษาพนักงานไว้ก่อนจะสายเกินแก้
ข้อมูลอ้างอิง: https://www.entrepreneur.com/article/430942







