
วัสชี้ปมประชุม กสทช. นัดพิเศษ ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องสถานะประธาน
นายวัส ติงสมิตร วิเคราะห์เอกสารชี้แจงของ 3 กรรมการ กสทช. พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องฐานอำนาจประชุมและขั้นตอนพ้นตำแหน่งประธาน
KEY
POINTS
- กรรมการ กสทช. 3 คนยืนยันว่าการประชุมนัดพิเศษ 4 ครั้งทำตามกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้งานองค์กรเดินต่อ
- นายวัสตั้งข้อโต้แย้ง 5 ประเด็น โดยเฉพาะการนำมาตรา 20 มาใช้ ขณะที่สถานะการพ้นตำแหน่งของประธานยังไม่สมบูรณ์
- ข้อถกเถียงครอบคลุมการเลือกประธานคนใหม่ การแจ้งวุฒิสภา และอำนาจเลือกประธานชั่วคราวในที่ประชุม
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการประชุม กสทช. นัดพิเศษ 4 ครั้ง โดยนำเสนอทั้งคำชี้แจงของกรรมการ กสทช. 3 คน และข้อโต้แย้งต่อการตีความกฎหมายในเรื่องสถานะประธาน กสทช.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ร่วมออกเอกสารชี้แจงว่า การประชุมนัดพิเศษทั้ง 4 ครั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้งานขององค์กรหยุดชะงักและกระทบประโยชน์สาธารณะ
กรรมการทั้ง 3 คนอ้างว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามและสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่ต้น ขณะที่ศาลปกครองกลางพิพากษาว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับ
เอกสารระบุว่า กรรมการที่เหลือไม่น้อยกว่า 4 คนยังปฏิบัติหน้าที่ได้ และองค์ประชุมต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด หากไม่มีประธานหรือประธานไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ ที่ประชุมสามารถเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานได้ ทั้งยังยืนยันว่าไม่มีการสั่งลบเทปบันทึกเสียง และมีการบันทึกเสียงกับบันทึกการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร
กรรมการทั้ง 3 คนยังระบุว่า การประชุมนำวาระที่สำนักงาน กสทช. เคยเสนอไว้แล้วมาพิจารณา ส่วนเรื่องเร่งด่วนจัดเป็นวาระจร โดยกรรมการ 6 คนลงมติเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นอกจากนี้ รศ.ดร.ศุภัช ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ลงนามส่งมติที่รับรองแล้วให้รักษาการเลขาธิการฯ นำไปดำเนินการเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม
อย่างไรก็ตาม นายวัสตั้งข้อโต้แย้งทางกฎหมายไว้ 5 ประเด็น โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาอาศัยมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 ซึ่งเกี่ยวกับคุณสมบัติก่อนเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่มาตรา 20 ใช้กับกรณีการพ้นจากตำแหน่ง จึงอาจมีข้อถกเถียงว่าการนำมาตรา 20 วรรคสามมาอ้างเพื่อให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อ ทำได้โดยตรงหรือไม่
นายวัสยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง จึงอาจยังไม่เริ่มกระบวนการเลือกประธานคนใหม่ตามมาตรา 20 วรรคห้า หรือการแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันเพื่อเริ่มสรรหากรรมการแทนตำแหน่งว่างตามมาตรา 20 วรรคท้าย
ส่วนการเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว นายวัสอ้างถึงหนังสือคณะกรรมการสรรหาลงวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สั่งให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน พร้อมระบุมาตรการบังคับทางปกครองหากฝ่าฝืน โดยเห็นว่าอาจเข้าเงื่อนไข “ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้” ตามข้อบังคับการประชุม กสทช. ข้อ 26
ข้อถกเถียงจึงอยู่ที่การตีความช่วงรอยต่อระหว่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา การบังคับทางปกครอง และขั้นตอนตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ขณะที่กรรมการ กสทช. 3 คนย้ำถึงความต่อเนื่องของงาน ส่วนข้อวิเคราะห์ของนายวัสชี้ให้พิจารณาความสมบูรณ์ของขั้นตอนพ้นจากตำแหน่งก่อนดำเนินการในลำดับถัดไป
ที่มา : วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง







