
มีชีวิตเป็นดั่งต้นไม้
มันเป็นการร่ายบทกวี มันเป็นงานวิดีโออาร์ต มันเป็นสารคดีชีวิต มันเป็นเรื่องของพระเจ้า ใครจะคิดยังไงก็ได้ แต่มันคือหนังเรื่องหนึ่ง
มันเป็นการร่ายบทกวี มันเป็นงานวิดีโออาร์ต มันเป็นสารคดีชีวิต มันเป็นเรื่องของพระเจ้า ใครจะคิดยังไงก็ได้ แต่มันคือหนังเรื่องหนึ่ง
โดย...วิชช์ญะ ยุติ
มันเป็นการร่ายบทกวี มันเป็นงานวิดีโออาร์ต มันเป็นสารคดีชีวิต มันเป็นเรื่องของพระเจ้า ใครจะคิดยังไงก็ได้ แต่มันคือหนังเรื่องหนึ่ง
หรืออาจจะมากมายกว่านั้น หลังจากที่เดินออกมาจากโรงหนัง “โค-ต-ร จะปรัชญาสูงส่งเลย” และ “โค-ต-ร จะดูไม่รู้เรื่องเลย” จะยังไง สุดท้ายมันก็แค่หนังเรื่องหนึ่ง
ไม่ผิดถ้าใครจะรู้สึกอึดอัด หรือทำท่าฮึดฮัดใส่มันบ้าง เพราะเราเองก็เป็น ยิ่งเฉพาะช่วงหลัง 10 นาทีผ่านไป ผู้กำกับก็ไม่ประนีประนอมคนดูเอาเสียเลย ประมาณว่าจัดเต็มด้วยภาพธรรมชาติและเสียงบรรยายเย็นชา ดีหน่อยที่ไม่ได้เล่นแช่ภาพนิ่งนานๆ แต่การเคลื่อนกล้องเข้าหาวัตถุ ทำบ่อยๆ ก็ชวนเวียนหัวอยู่ไม่น้อย
เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังเล่าเรื่องสลับไปมา จากภาพวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ จากป่าคอนกรีตสู่เนินทราย จากลิฟต์บนตึกสูงสู่ขอบจักรวาล โดยไม่มีบทสนทนายาวๆ มีเพียงเสียงบรรยายที่พร่ำเพ้อถึงชีวิต ความตาย และพระเจ้า
จากบทที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยนัยทางความหมายและการนำเสนอที่ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง อาจกลายเป็นจุดด้อยของหนังเรื่องนี้ไปโดยปริยาย สำหรับคนดูกลุ่มใหญ่ที่คาดหวังความบันเทิงจ๋า The Tree of Life คงไม่ใช่ตัวเลือกนั้นชัวร์ๆ
ถึงอย่างนั้น “เทอร์เรนซ์ มาลิค” ผู้กำกับหนังเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ เมืองคานส์ ปีล่าสุด ก็มีแนวทางชัดเจนในการนำสารที่เขาเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้นในผลงานอันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ผ่องถ่ายไปสู่ผู้คนให้ได้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ดูเหมือนจะแตกร้าวและยากจะประสานให้ติดกันได้ดังเดิม
ความสัมพันธ์ระหว่างมุนษย์กับธรรมชาติและสังคม ตลอดจนมนุษย์กับพระเจ้า ก็เป็นสิ่งที่หนังพยายามนำเสนอผ่านเสียงบรรยายเนิบช้า ภาพถ่ายทางธรรมชาติ รวมถึงพฤติกรรมของตัวละคร
นี่คือสิ่งที่พอจะจับใจความได้จากหนังเรื่องนี้ ซึ่งไม่ใช่หนังที่ดูดาษๆ เพียงเพื่อให้จบในระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง แต่ควรดูแบบปล่อยวางจริตแล้วค่อยๆ คิดตามว่า ชีวิตนั้นต่างก็มีเหลี่ยมมุมที่สามารถจับต้องได้
ชีวิตก็เหมือนกับต้นไม้ จากเมล็ดพันธุ์ปลูกลงดิน รดน้ำใส่ปุ๋ย วันหนึ่งก็เติบใหญ่ ผลิดอกออกใบให้ผล แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาต่อไปเช่นกัน คนเราก็ย่อมผ่านการบ่มเพาะเลี้ยงดูจากครอบครัว ความคิด จิตใจ ส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมมาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นพื้นฐาน
อย่างตัวละครใน The Tree of Life พ่อจอมเผด็จการ แม่ผู้อ่อนโยนและอ่อนแอ 3 ลูกชายผู้เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งในใจ ถือเป็นตัวแทนมนุษย์ผู้มีชีวิตเป็นดั่งต้นไม้ ต้นไม้ที่มีรากแก้วต่างกัน มีวิถีเติบใหญ่ต่างกัน มีขนาดต่างกัน ที่สำคัญคือต้นไม้แต่ละต้นก็ย่อมมีที่ทางต่างกัน







