
หวย : พระใบ้กับคนบ้า
ขอฝากความหมายระหว่างบรรทัดเหล่านี้เอาไว้ให้ประดาคนชอบเล่นหวยทั้งหลายลองนำไปพินิจพิจารณาดูทีว่าจริงหรือไม่เพียงไร
ขอฝากความหมายระหว่างบรรทัดเหล่านี้เอาไว้ให้ประดาคนชอบเล่นหวยทั้งหลายลองนำไปพินิจพิจารณาดูทีว่าจริงหรือไม่เพียงไร
เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
เคยมีคนตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า จะแก้ปัญหาพระใบ้หวยอย่างไร
คงต้องย้อนไปถามก่อนว่า ก่อนหน้าที่พระใบ้หวยรูปนั้นๆ จะเข้ามา “ประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย” นั้น ท่านอยู่ที่ไหนมาก่อน ตอบง่ายๆ ก็คือ ท่านก็เป็นชาวบ้านมาก่อนนั่นเอง และก็คงเป็นชาวบ้านประเภทด้อยคุณภาพเสียด้วย เมื่อเข้ามาสู่เพศบรรพชิตแล้วก็ยังพกพาเอาความด้อยคุณภาพนั้นเข้ามาด้วย
มองในแง่นี้ก็เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่า พระจำนวนไม่น้อยที่ว่าแย่นั้น เอาเข้าจริงแล้วรัฐก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย “คนของรัฐ” ที่แย่นั้นเองที่เข้ามาทำให้พระศาสนาแปดเปื้อน รัฐจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในแง่นี้ได้
แต่เมื่อเข้ามาสู่ร่มเงาพระศาสนาแล้ว ถ้าระบบการบริหารจัดการระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ยังไม่สามารถฝึกหัดพัฒนาให้คนของรัฐที่ด้อยคุณภาพเป็น “คนดี” ขึ้นมาได้ ในแง่นี้ก็เป็นความผิดของคณะสงฆ์ด้วยเช่นกัน ที่ไม่ดูแลคนของรัฐที่กลายมาเป็นคนของตัวเองให้มีคุณภาพ
ประการต่อมา การที่พระด้อยคุณภาพขาดความรู้พระธรรมวินัยสามารถบอกใบ้ให้หวยเลี้ยงตัวเองและพวกพ้องอยู่ได้เป็นจำนวนมากอย่างไม่รู้สึกครั่นคร้ามต่อข้อห้ามของคณะสงฆ์ ไม่เกรงพระธรรมวินัย (พระประเภทนี้น่าจะมีอยู่ทุกจังหวัด) จะโทษพระท่านฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูก เนื่องเพราะการที่เสือตัวหนึ่งอยู่ในป่าได้อย่างยาวนานและมีความสุขนั้นถ้าไม่มีป่าทึบให้อยู่ เสือจะอยู่ได้อย่างไร การที่พระด้อยคุณภาพซึ่งไม่มี “ภาวะผู้นำ” (ความรู้+ความดี) แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงนำชาวพุทธเข้ารกเข้าพงอยู่ได้อย่างดาษดื่น โดยไม่มีใครดำเนินการอย่างใดทั้งสิ้น หรือไม่เห็นว่าเป็นสิ่งผิดปกติของวิถีชีวิตแบบพระ ก็แสดงว่าชาวพุทธทั้งหลายนั่นเองคงต้องช่วยกันเป็นป่าให้ท่านได้พักพิงอย่างอบอุ่นด้วย หรือบางทีอาจเป็นรัฐบาลนั่นเองที่ช่วยสนับสนุนให้อาชีพพระใบ้หวยมีแต่ความรุ่งโรจน์มากยิ่งขึ้นทุกที
หรือมองอีกมุมหนึ่ง ถ้ามีชาวพุทธที่รู้พระธรรมวินัยมากพอ พระบ้าๆ บอๆ ความรู้กะพร่องกะแพร่ง นอนในโลงบ้าง นอนในป่าช้าบ้าง นอนบนเมรุบ้าง (โดยมากทำไปเพื่อสร้างจุดขายมากกว่าจะมุ่งฝึกตนเพื่อลดกิเลส) จะขึ้นมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ได้อย่างเด็ดขาด แต่เพราะความเป็นจริงมีอยู่ว่า พระก็ขาดความรู้ ชาวบ้านก็ขาดความเข้าใจ ทั้งสองฝ่ายก็เลยเอื้อให้กันและกัน มุ่งหน้าเข้าหาความเสื่อมได้อย่างสะดวกดาย โดยที่ไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กันและกันเลย ภาวะอย่างนี้น่าจะเรียกว่าเป็นภาวะ “เตี้ยอุ้มค่อม”
หากพูดอย่างตรงไปตรงมา คนที่ควรตำหนิจึงไม่ใช่แต่พระที่ใบ้หวยเท่านั้น ชาวพุทธและสื่อมวลชนทั้งหลายที่ขาดความรู้พระธรรมวินัยและได้ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระให้หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิดเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยตรง คือขอให้ท่านใบ้หวย และโดยอ้อม คือช่วยกันเผยแพร่เลขเด็ดทางหน้าหนังสือพิมพ์ จนทำให้ท่านสามารถอยู่มาได้อย่างยาวนานก็ควรได้รับการตำหนิด้วย และข้อที่ควรตั้งข้อสังเกตต่อไปก็คือ ทั้งๆ ที่คณะสงฆ์ก็ได้มีประกาศห้ามพระทำตัวเป็นนักใบ้หวย แต่ทำไมประกาศกฎของคณะสงฆ์จึงไม่มีผลในทางปฏิบัติเอาเสียเลย
เรื่องพระใบ้หวยนี้ พระสงฆ์ไทยควรจะถือเอาท่านพุทธทาสภิกขุเป็นตัวอย่าง ดังที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เล่าไว้ว่า
“ถ้าใครไปหา ขออะไรแปลกๆ ท่านไม่ให้ มีคนหนึ่งมาขอหวยท่านก็บอกไปว่า ถ้าเรื่องหวยไปถามสมพาล (สมพาล แปลว่า โง่แท้ๆ เป็นคำพ้องเสียงกับ ‘สมภาร’ ที่หมายถึงเจ้าอาวาส แต่ท่านพุทธทาสนำคำนี้มาเป็นชื่อของสุนัขตัวหนึ่งในสวนโมกข์) พอคนคนนั้นถามว่าสมพาลอยู่ไหน ท่านก็ว่า “นอนอยู่นั่น”...นอนอยู่นั่น...หมานั่นเอง ไอ้เจ้านั่นหายไปเลย...ถ้าไปถามเรื่องไสยศาสตร์ ท่านก็บอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอย่างนี้”
ส่วนที่ถามว่าจะแก้ปัญหาพระใบ้หวยอย่างไรนั้น ตอบได้ว่า คนที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ ที่เป็นเจ้าภาพหลักเลยก็คือ องค์กรปกครองสงฆ์ที่เรียกว่า มหาเถรสมาคม จะต้องมีมาตรการลงโทษที่เฉียบขาดกับประเภทนี้จริงๆ ความจริงเรื่องนี้มีกฎหมายรับรองอยู่แล้ว ขอเพียงมีการบังคับใช้กฎนั้นอย่างจริงจัง ปัญหานี้ก็จะหมดไป
ส่วนชาวบ้านก็ควรจะต้องหาความรู้พระธรรมวินัยเอาไว้บ้าง จะได้แยกแยะออกว่าอย่างไหนพระแท้ อย่างไหนพระปลอม พระที่ยังมานั่งใบ้หวยให้ชาวบ้านอยู่นั้น แสดงว่าท่านยังขาดความรู้ในพระธรรมวินัย ชาวบ้านต้องช่วยกัน “ถวายความรู้” พระประเภทนี้โดยการตักเตือนท่านว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย ส่วนสื่อมวลชนก็ควรจะเลือกลงข่าวพระที่มีภูมิรู้ภูมิธรรมดีกว่านี้หน่อย พระใบ้หวยนั้น พูดตามความจริงไม่มีเกียรติพอที่จะขึ้นหน้าหนึ่งให้เกิดความมอมเมาระดับชาติเลย สื่อทั้งหลายที่เสนอข่าวนี้ควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาบ้างก็ดี ไม่ควรคำนึงถึงความ “อยู่รอด” ของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงความ “อยู่ดี” ของสังคมด้วย
ส่วนรัฐบาลนั้นก็ควรลดการหาเงินจากบาปบริสุทธิ์ของชาวบ้านลงหันมากระตุ้นให้คนไทยรู้จักการพึ่งตนเองจะดีกว่ามอมเมาพลเมืองกับอบายมุขที่ถูกทำให้ถูกกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรม พูดก็พูดเถิด เงินที่ได้จากความโง่ของชาวบ้านนั้นไม่มีทางที่จะทำให้สังคมไทยมีหลักประกันทางศีลธรรมหรือเศรษฐกิจดีขึ้น เนื่องเพราะถ้าวิธีการมันผิดมาแต่ต้นเสียแล้ว ผลมันจะดีไปได้อย่างไร
มหาตมะคานธี เคยตำหนิคนอินเดียที่นำเงินไปให้ทานกับพวกยาจกว่า “ทำไมเราจึงไปดูถูกเขาเหล่านั้นด้วยการให้ทานเล่า ทำไมเราไม่สอนให้เขารู้จักพึ่งตนเองด้วยการหางานให้เขาทำ” คำกล่าวนี้น่าจะนำมาปรับใช้กับรัฐบาลไทยว่า “ทำไมรัฐบาลจึงดูถูกศักยภาพคนไทยด้วยการมอมเมาชาวบ้านด้วยหวยรัฐบาลเล่า ทำไมไม่สอนให้คนไทยเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเองให้ได้อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง”
อนึ่ง มีผู้เคยถอดความหมายระหว่างบรรทัดของคำว่า “หวย” เอาไว้ว่า
ห = หายนะ (พินาศ)
ว = วอดวาย
ย = ย่อยยับ
ฝากความหมายระหว่างบรรทัดเหล่านี้เอาไว้ให้ประดาคนชอบเล่นหวยทั้งหลายลองนำไปพินิจพิจารณาดูทีว่าจริงหรือไม่เพียงไร







