
มร.คริส เบลีย์ ‘ฉันรักบางกอก’
เมื่อนักการตลาดใหญ่แห่งเซ็นทาราตกหลุมรักเมืองไทยอย่างจัง
เมื่อนักการตลาดใหญ่แห่งเซ็นทาราตกหลุมรักเมืองไทยอย่างจัง
โดย..กาญจน์ อายุ
เมื่อนักการตลาดใหญ่แห่งเซ็นทาราตกหลุมรักเมืองไทยอย่างจัง ทำให้เขาตัดสินใจลงหลักปักฐานที่กรุงเทพฯ นานถึง 8 ปี กับเก้าอี้รองประธานอาวุโสฝ่ายขายและการตลาดโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา มาฟังเขาเล่าความในใจถึงเมืองไทยที่เขารักและชีวิตการทำงานที่เขาอยากทำทุกวัน แต่ชีวิต 8 ปีใน 2 หน้าคงไม่พอ จึงขอคัดแต่เนื้อๆ เน้นๆ ที่เขาอยากบอกจากหัวใจ
เกือบลืมบอก นักการตลาดใหญ่ผู้นี้ชื่อ มร.คริส เบลีย์
มร.คริส เป็นชาวอังกฤษ ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานฝั่งเอเชียเป็นครั้งแรกในธุรกิจท่องเที่ยวที่ประเทศฮ่องกง ก่อนที่จะเดินทางมาจับงานโรงแรมในประเทศไทยที่เซ็นทาราในปี พ.ศ. 2547 และไม่ยอมจากไปไหนเพราะเสน่ห์ของงานที่ท้าทายเขาทุกวัน
เซ็นทาราที่ท้าทาย
มร.คริส เบลีย์ เริ่มทำงานตำแหน่งรองประธานฝ่ายขายและการตลาด ในตอนนั้นเขาต้องดูแลในเครือทั้งหมด 8 แห่ง แต่ในตอนนี้ตำแหน่งหน้าที่เติบโตขึ้น เขารับตำแหน่งเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายขายและการตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2552 พร้อมโรงแรมในเครือที่เพิ่มปริมาณจาก 8 เป็น 56 โรงแรม ในระยะเวลา 8 ปี เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเขาอย่างหนัก เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ เขาต้องรักษาคุณภาพของเซ็นทาราและลักษณะการทำงานแบบครอบครัวที่เคยมีมาให้มีอยู่ต่อไป
มร.คริส บอก “เซ็นทารามีการเติบโตมากขึ้นทุกวัน มันเป็นความตื่นเต้นที่จะรักษาการทำงานเป็นครอบครัวไว้ เราทุกคนทำงานร่วมกันมานานกลายเป็นครอบครัว แม้ว่าเซ็นทาราจะใหญ่ขึ้น แต่ความรู้สึกความเป็นครอบครัวต้องคงเอาไว้”
นอกจากนี้ การทำงานโรงแรมต้องคิดล้ำหน้าลูกค้าว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อที่จะได้เตรียมตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ และที่สำคัญเขาได้ยึดหลัก Think Global, Act Local นั่นคือ คิดอย่างสากล แต่ลงมือทำอย่างท้องถิ่น เพราะโรงแรมเป็นงานที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่นั้นเสมือนเป็นที่พักอาศัยในพื้นที่ และยังต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านเสมือนเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง
และทำงานร่วมกับท้องถิ่นส่วนหนึ่งต้องช่วยเหลือสังคมด้วย มร.คริส เล่าว่า พนักงานของเซ็นทาราสาขาติดทะเล จะช่วยกันเก็บขยะริมหาด นำขยะความร้อนกลับมาใช้ในขบวนการทำน้ำร้อน มีการบำบัดน้ำเสียและนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วในระบบกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ และได้กำจัดแปรสภาพขยะให้เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพด้วย
คนต่างโรงแรมต่าง
มร.คริส เล่าว่า ลูกค้าของเซ็นทารามีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ดังนั้นเซ็นทาราจะทำอย่างไรที่จะตอบสนองความต้องการที่แตกต่างนั้น ทางแก้คือ สร้างโรงแรมเซ็นทาราหลายระดับและหลายสไตล์ แบ่งเป็น 4 แบบคือ เซ็นทารา แกรนด์ โรงแรมระดับ 5 ดาว ห้องพักเป็นระดับพรีเมียม อยู่บนโลเกชันที่ดีที่สุด เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับราคา แบบสองคือ เซ็นทารา เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว มีร้านอาหารที่หลากหลาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และให้การบริการที่เกินคาด แบบสามคือ เซ็นทรา (มิใช่เซ็นทารา) เป็นโรงแรมระดับกลาง ตัวห้องพักระดับคุณภาพ 4 ดาว ในบรรยากาศโรงแรม 3 ดาวครึ่ง แต่จะมีความหลากหลายเรื่องร้านอาหาร สปา น้อยกว่าสองแบบแรก และแบบสุดท้ายคือ บูติก ตอบสนองลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป เน้นด้านดีไซน์ ภายใต้คอนเซปต์ “As Individual As You”
โรงแรมและรีสอร์ตทั้ง 4 แบบ ทั้ง 56 แห่งที่ มร.คริส ต้องดูแล จะเพิ่มปริมาณขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้าบนพื้นที่ จ.กระบี่ ขอนแก่น พัทยา เหมือนกับจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ มร.คริส ยิ่งสนุกและยิ่งอยากทำงาน นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า “เราจะพยายามเปิดทุกที่ที่มีนักท่องเที่ยว ถ้านักท่องเที่ยวไปเที่ยวไหน เขาจะได้พักที่เซ็นทารา”
งานสนุก สนุกกับงาน
เมื่อถามว่าตอนนี้ยังสนุกกับงานอยู่ไหม มร.คริส ตอบทันควัน “อาจฟังดูแล้วน้ำเน่านะ แต่ผมอยากตื่นมาทำงานทุกวัน ผมรักงานที่ผมทำ เพราะงานมันมีสิ่งใหม่ๆ ให้ผมเรียนรู้ตลอดเวลา ผมรู้สึกกับการทำงานทุกวัน”
นอกจากนี้ มร.คริส ยังมองปัญหาเป็นเรื่องท้าทาย ไม่ท้อถอย แม้ว่าจะเป็นปัญหาจากภายนอกที่แก้ได้ยากก็ตาม เขายกตัวอย่างปัญหาภัยธรรมชาติและปัญหาที่มนุษย์ทำอย่างเช่นการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความควบคุม ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือ ทำงานของตัวเองให้มากขึ้น หนักขึ้น เพื่อพาโรงแรมผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้ เพราะ มร.คริส เชื่อว่าหากโรงแรมดี น่าประทับใจ ลูกค้าจะกลับมาเซ็นทารา แม้ว่าในประเทศจะมีปัญหาก็ตาม
ความท้าทายของงานที่ทำให้เขาสนุกได้ทุกวันแล้ว เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ มร.คริส ไม่อยากจะจากไปไหน
ฉันรักบางกอก
“Bangkok is home” มร.คริส พูดเช่นนี้พร้อมให้เหตุผลว่า แม้เขาจะเป็นคนอังกฤษ แต่กลับรู้สึกว่ากรุงเทพฯ คือบ้านของเขา เขาและลูกจะกลับไปประเทศอังกฤษทุกปี แต่นั่นก็เพื่อไปเยี่ยมเยียน แต่ถ้าจะให้อยู่ต้องอยู่ในกรุงเทพฯ
มร.คริส บอกกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีสองสไตล์อยู่ร่วมกัน หากคุณต้องการเที่ยว กิน อยู่แบบหรูหรา กรุงเทพฯ ก็มีให้คุณเลือก แต่หากวันไหนคุณอยากเที่ยวบ้านๆ กินแบบประหยัด กรุงเทพฯ ก็ตอบโจทย์เช่นกัน นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียนและสากลอยู่รวมกัน มันจึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนต่างชาติอย่างเขาอยากอยู่ในจังหวัดนี้ไปนานๆ
แต่ทั้งนี้ มร.คริส ก็เอ่ยปากเป็นห่วงเมืองกรุงด้วยว่า “ความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ก็น่าเป็นห่วง เพราะถ้าเราเที่ยวกันแบบไม่ระวัง มีการทิ้งขยะ และไม่ดูแลสถานที่ท่องเที่ยว ความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ก็จะหายไป และต้องห้ามลืมว่าคนที่มาเที่ยวประเทศไทยเขาอยากเห็นความเป็นไทย ดังนั้นคนไทยเองอย่าทำลายความเป็นไทยเลย”
ถาม มร.คริส ว่าถ้าให้เทียบระหว่างประเทศอังกฤษกับประเทศไทย เขาชอบประเทศไหนมากกว่ากัน เขาตอบ “แต่ละประเทศที่ไป ผมไปด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ดังนั้นมันจึงเทียบกันไม่ได้ว่าชอบที่ไหนมากกว่า” ความเห็นของ มร.คริส มันทำให้ฉันตระหนักได้ว่า แต่ละสถานที่ก็มีเสน่ห์คนละแบบ ดังนั้นเราเองคงตัดสินไม่ได้ว่าที่ไหนควรชอบ หรือที่ไหนไม่ควรชอบ เพราะมันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล







