
ศรีลังกาในวันที่ไร้สิ้นเสียงปืน
โลก 360 องศา ตอน ศรีลังกาในวันที่ไร้สิ้นเสียงปืน
โลก 360 องศา ตอน ศรีลังกาในวันที่ไร้สิ้นเสียงปืน
โดย..ทีมงานโลก360 องศา
ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ข่าวคราวประเทศศรีลังกาซึ่งปรากฏตามสื่อต่างๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของความไม่สงบในประเทศ อันเกิดจากสงครามระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งดำเนินมากว่า 30 ปี และสิ้นสุดในปี 2009 สาเหตุหลักของความขัดแย้งคือ ปัญหาพิพาทระหว่างสองชนชาติ คือ ระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของศรีลังกาคือชาวสิงหลนับถือศาสนาพุทธ ส่วนชาวทมิฬคือชนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาฮินดู ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ย้อนกลับไปในยุคอาณานิคม อังกฤษได้มีการนำแรงงานชาวอินเดียจากแคว้นทมิฬนาฑู เข้ามาทำงานในไร่กสิกรรมเป็นจำนวนมาก ภายหลังเมื่ออังกฤษถอนตัวและมอบเอกราชให้ศรีลังกา แรงงานชาวทมิฬไม่ได้ถูกส่งกลับอินเดีย ส่วนใหญ่ตกค้างและต่อมากลายมาเป็นพลเมืองของศรีลังกา การใช้ภาษาและนับถือศาสนาที่ต่างกันของชาวทมิฬได้กลายมาเป็นความแตกต่าง ซึ่งภายหลังกลายเป็นความขัดแย้ง ชาวทมิฬจึงรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเอง ซึ่งต่อมาได้ดำเนินมาถึงขั้นใช้ความรุนแรง กลุ่ม LTTE (Liberation Tigers of Tamil Eelam) หรือกลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม คือกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงสุด ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากชาวทมิฬที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ในการใช้ยุทธวิธีทางทหารโจมตีรัฐบาลศรีลังกา เช่น ระเบิดพลีชีพ โจมตีด้วยเครื่องบินแบบกามิกาเซ และใช้เรือรบโจมตีทางทะเล รัฐบาลในขณะนั้นนำโดยประธานาธิบดี มหินทรา ราชปักษา ตอบโต้และดำเนินการทุกวิถีทาง เช่น ทุ่มงบประมาณทางทหาร จัดซื้ออาวุธทันสมัย และใช้วิธีตอบโต้แบบเด็ดขาด ส่งผลให้ในปี 2009 ฐานที่มั่นสุดท้ายทางภาคเหนือของกลุ่มกบฏถูกโจมตีอย่างหนักและแตกพ่าย กลุ่มกบฏยอมแพ้และวางอาวุธอย่างเป็นทางการ สิ้นสุดสงครามที่ยาวนานกว่า 30 ปี
ปัจจุบันรัฐบาลศรีลังกาได้พยายามที่จะไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกในอนาคต หนึ่งในยุทธวิธีคือการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่พิพาท โดยการตั้งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งดูเหมือนว่าได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะการมีงานมีรายได้คือสิ่งที่ชาวทมิฬส่วนใหญ่เลือกมากกว่าจะกลับไปจับอาวุธต่อสู้รัฐบาล ประเทศอินเดียคือพันธมิตรสำคัญในการเข้ามาลงทุน ซึ่งอินเดียมีความผูกผันกับชาวทมิฬมาก่อน เพราะในอดีตชาวทมิฬก็คือชาวอินเดียที่เคยอาศัยอยู่ในแคว้นทมิฬนาฑูมาก่อน
หลังจากประธานาธิบดีมหินทราประกาศชัยชนะเหนือกลุ่มกบฏในปี 2009 ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ศรีลังกาทะยานขึ้นถึง 110% ซึ่งสุงที่สุดในเอเชียขณะนั้น ถึงแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ศรีลังกาจะมีขนาดเล็กก็ตามที นอกจากนี้ในปีเดียวกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้อนุมัติเงินกู้กว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับประเทศศรีลังกา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ประชาคมโลกมีความเชื่อมั่นว่าศรีลังกาจะสามารถพลิกฟื้นประเทศได้ภายหลังสงครามสงบ
ทางด้านนโยบายต่างประเทศ ประธาธิบดีมหินทราให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศในเอเชียมากกว่ากลุ่มประเทศตะวันตก เพราะที่ผ่านมาในช่วงของการปราบปรามกบฏ รัฐบาลศรีลังกามักจะถูกชาติตะวันตกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นในปัจจุบันศรีลังกาได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อิหร่าน จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย เพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งศรีลังกาเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียใต้ที่อินเดียจัดทำความตกลงทางการค้าเสรี หรือ FTA โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอคือสิ่งที่นักธุรกิจอินเดียเข้ามาลงทุนมากที่สุด ซึ่งในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากเป็นอันดับสาม ซึ่งรายได้อันดับหนึ่งมาจากการส่งเงินกลับของชาวศรีลังกาที่ไปทำงานต่างประเทศ และอันดับสองคืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคืออีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามสงบ อันเนื่องมาจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ส่งผลให้ในปี 2010 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึงกว่า 6 แสนคน ซึ่งเพิ่มจากปี 2009 ถึง 40% ในปี 2011 นี้ศรีลังกากำหนดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว โดยใช้ชื่อโครงการว่า “Visit Sri Lanka Year”
เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เท่านั้น หากเดินทางมายังประเทศศรีลังกาในวันนี้ สิ่งที่จะได้พบคือ ความสงบ สวยงาม รอยยิ้ม การบริการที่สะดวกสบาย โรงแรมที่ทันสมัยและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากมาย นี่คือโฉมหน้าทั้งหมดของประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน







