
ตามรอยรอบบาหลี แวะเยือนเมอราปีที่แสนเศร้า
การมาเกาะบาหลีครั้งนี้นับเป็นการเยือนบาหลีเป็นครั้งที่ 2 ของข้าพเจ้า ครั้งนี้จะเป็นการปั่นรอบเกาะบาหลีจริงๆ แต่ในใจหวังนิดๆ
การมาเกาะบาหลีครั้งนี้นับเป็นการเยือนบาหลีเป็นครั้งที่ 2 ของข้าพเจ้า ครั้งนี้จะเป็นการปั่นรอบเกาะบาหลีจริงๆ แต่ในใจหวังนิดๆ
โดย...ลาวัลย์ ต้นธงชัย
การมาเกาะบาหลีครั้งนี้นับเป็นการเยือนบาหลีเป็นครั้งที่ 2 ของข้าพเจ้า ครั้งนี้จะเป็นการปั่นรอบเกาะบาหลีจริงๆ แต่ในใจหวังนิดๆ ว่าอยากข้ามไปเกาะชวาไปเยือนโบโรบูดูร์ (Borobudur) แต่คนไทยติดปากเรียกบุโรพุทโธ ไปดูภูเขาไฟเมอราปีที่ปะทุเมื่อหลายเดือนก่อน
จัดการแพ็กเจ้าเสือส่งให้เสือเยที่อยู่ กทม.พร้อมทั้งเสือของพี่วัชระหรือเสือเทา และรถพับของเสรีหรือเสือเปี๊ยะแห่งแม่จันไปทางรถทัวร์ก่อนเพื่อความสะดวกในการเดินทางเบื้องต้นจากเชียงรายด้วยเจ้าหางแดงเจ้าเก่าเที่ยวสุดท้าย ถึงสนามบินสุวรรณภูมิราวสี่ทุ่มกว่า พี่หมอชัยณรงค์ เสือเย นุ่นมารออยู่ก่อนแล้ว ถือโอกาสนั่งคุยปรึกษาหารือเรื่องโครงการปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติในหลวงครบ 7 รอบที่กำลังจะมาถึง จนดึกถึงได้แยกย้ายกลับบ้านกัน ข้าพเจ้าทั้งสามคนก็ขึ้นไปนอนรอที่จะเช็กอินบนชั้นสี่
จากสนามบินสุวรรณภูมิเมืองไทยเครื่องออก 06.10 น. บินถึงสนามบินงูราราย์ (Ngurah Rai) ที่บาหลีเกือบเที่ยง แต่ต้องปรับเวลาใหม่เพราะเวลาที่บาหลีเร็วกว่าเมืองไทยหนึ่งชั่วโมง ออกจากสนามบินประกอบจักรยานเสร็จแล้วเริ่มต้นปั่นไปตั้งหลักพักวันแรกที่เมืองคูตา (Kuta) สองเสือวางแผนการปั่นไว้ว่าจะเริ่มต้นปั่นไปทางฝั่งตะวันตกก่อน เช้าวันนี้ก็เลยเริ่มต้นปั่นออกจากเมืองคูตาเลี้ยวซ้ายไปทางวิหารทานาลอต ว่าจะหาที่พักแถวๆ นี้ แต่ค่าห้องราคาแพงมากเกินความจำเป็น อีกอย่างก็ยังมีเวลามากพอก็เลยปั่นไปเรื่อยๆ มองหาที่พักแถวๆ ชายทะเลให้ gps นำทางผ่านทุ่งนาไปจนทะลุชายหาดถึงเจอที่พักแบบว่าเลี้ยวผิดนิดเดียวหลงทางออกไปไกลหลายกิโลเลย กลับกลายเป็นว่าถ้าปั่นตามทางเล็กๆ จะเสียเวลาอ้อมทางมากไป มีหวังเวลาไม่พอที่จะปั่นรอบเกาะแน่ๆ เสือเทาก็เลยต้องวางแผนปั่นขึ้นทางใหญ่บ้างเพื่อให้ได้ระยะทางมากพอสมควร
ถ้าไม่ใช่เมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติแล้วละก็ในเมืองเล็กๆ ค่อนข้างจะหาที่พักได้ยากพอสมควร ค่าครองชีพที่นี่สูงมากก็เลยตกลงกันว่าจะทำอาหารกินกันเองไม่งั้นจะเกินงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ วันนี้ปั่นมาถึงเมืองโซคา (Soka) หาที่พักได้แล้ว ก็เลยเดินออกไปหาเสบียงกัน ส่วนมากที่ได้มักจะเป็นปลาที่ชาวบ้านตกมาแล้วเอามาวางขายริมถนน ส่วนข้าวสาร ผักสดก็หาซื้อในตลาด รุ่งขึ้นปั่นขึ้นทางหลวงรถเยอะมากๆ แต่ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน รถใหญ่ๆ อย่างรถบรรทุก รถบัสไม่ค่อยจะกดแตรไล่เวลาเราปั่นช้าขึ้นเขา ซึ่งบางทีก็ทำให้สะดุ้งตกใจได้เหมือนกัน วันนี้เป้าหมายที่พักอยู่ที่เมืองกิลิมานุก (Gillimanuk) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือจะมีเรือเฟอร์รีข้ามไปเกาะชวา
ปิ๊งขึ้นมาในใจทันที อยากไปโบโรบูดูร์หรือบุโรพุทโธ ภูเขาไฟเมอราปี ลองชวนดูเผื่อสองเสืออยากจะไปบ้าง ผิดหวัง...เขาไม่อยากไปกัน ปั่นมาถึงกิลิมานุกเกือบสี่โมงเย็น เสือเทาจัดแจงหาตั๋วรถไปยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) ซึ่งตั๋วโดยสารจะรวมค่าเรือเฟอร์รีแถมเลี้ยงข้าวเย็นหนึ่งมื้อ ข้าพเจ้าจัดการฝากจักรยานกับสัมภาระบางส่วนไว้ที่ออฟฟิศที่ขายตั๋ว ห่วงสมบัติเหมือนกันนะเพราะไม่รู้จักเขาเลย ใบรับฝากของอะไรก็ไม่มี เกิดกลับมาไม่เจอของจะทำยังไงดีละเนี่ย รถจะออกห้าโมงกว่าเริ่มใจแป้วนิดๆ เพราะภาษาไม่แข็งแรงแต่ความอยากที่จะไป มีมากกว่าก็เลยต้องทำใจว่าอะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป ปัญหามีไว้เพื่อแก้ นั่งรถไปลงเรือเฟอร์รีเรือแล่นชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเกาะชวานั่งรถต่อไปผ่านเมืองโซโล (Solo) จนถึงยอกยาการ์ตาเกือบ 8 โมงเช้า (เวลาบาหลี) นั่งสามล้อเข้ามาในเมืองหาที่พักที่ไม่แพงมากนัก ได้ห้องแล้วติดต่อเรื่องจะไปเที่ยวพระราชวังคาราตัน โบโรบูดูร์ ปรัมปรานัน โดยเที่ยววันเดียวให้เสร็จ (ใช้วิธีชี้รูปเอาว่าอยากไปไหน) แต่ถ้าจะไปภูเขาไฟเมอราปีด้วยต้องจ่ายเพิ่มอีกหน่อยไม่ว่ากันตกลงตามนั้น จ่ายเงินค่าทัวร์เรียบร้อยนัดเวลานึกว่าสายที่ไหนได้เวลาที่ยอกยาการ์ตาช้ากว่าบาหลีก็เลยได้กำไรเวลาเพิ่มมาอีกหนึ่งชั่วโมง
โชเฟอร์พาเที่ยวพระราชวังคาราตันต้องจ่ายค่าเข้าชม 13,500 รูเปียห์ ค่ากล้องอีก 1,000 รูเปียห์ ให้เวลาเดินชม 1 ชั่วโมงที่นี่มีไกด์พาชมฟรี เดินชมทั่วเสร็จแล้วก็ขับรถพาไปโบโรบูดูร์จ่ายค่าเข้าชม 15 เหรียญสหรัฐ ค่าไกด์อีก 75,000 รูเปียห์ ให้เวลาเดินชมราวๆ สองชั่วโมง ที่นี่เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยหินเป็นรูปสถูปขนาดใหญ่ มีภาพแกะสลักหินจะเป็นภาพประวัติพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เก่าแก่กว่านครวัด มีประวัติชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะตั้งแต่ประสูติจนเข้าสู่การเป็นพระพุทธเจ้าจนถึงปรินิพพาน อากาศเริ่มครึ้มๆ ฝนทำท่าจะตก เดินชมเสร็จแล้วน่าจะไปที่ภูเขาไฟเมอราปีต่อเพราะอยู่ห่างกันไม่ไกลนัก แต่โชเฟอร์บอกว่าคงขึ้นไม่ได้เพราะฝนคงตกแน่ๆ แล้วก็ขับรถเลยไปปรัมปรานันต่อเลย จ่ายค่าเข้าชม 13 เหรียญสหรัฐ ที่นี่เป็นสิ่งก่อสร้างเป็นวิหารใหญ่ของพระศิวะ พระวิษณุ พระพรหมและมีวิหารหลังย่อมกว่าอีกหลายหลัง
กลับจากเที่ยวติดต่อคนขายทัวร์ว่าไม่ได้ไปภูเขาไฟเมอราปี ยังดีที่คนขายทัวร์ยอมคืนเงินส่วนที่จ่ายเพิ่มที่จะไปเมอราปีมาให้ ก็เลยว่าจ้างให้เอเยนซีอีกเจ้าพานั่งมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปภูเขาไฟเมอราปี ไปดูซากของหมู่บ้านที่ถูกลาวาจากภูเขาไฟทำลาย ซากต้นไม้ยืนตายดำเป็นตอตะโก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายโดยสิ้นเชิง แต่ว่าธรรมชาติย่อมซ่อมแซมสิ่งที่ทำลายลงไป ฝนเริ่มตกบ้างแล้วทำให้ต้นไม้เริ่มแตกใบอ่อนสีเขียวขึ้นมาบ้างก็เลยดูบรรยากาศไม่หดหู่หัวใจมากนัก
นั่งรถจากยอกยาการ์ตาลงเรือข้ามกลับมาบาหลี พอถึงกิลิมานุกเกือบตี 5 ต้องลงเดินผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตด้วย แวะรับจักรยานและสัมภาระที่ฝากไว้ รถมาถึงปลายทางเดนพาซาร์ (Denpasar) ราวๆ 08.30 น. (เวลาชวา) ต้องปรับเป็นเวลาบาหลี 09.30 น. นัดเสือเทากะเสือเปี๊ยะเจอกันที่ท่ารถ แต่กว่าจะเจอกันได้ก็เกือบเที่ยงเพราะที่เดนพาซาร์มี 2 ท่ารถก็ไม่รู้กันนี่นา ต้องใช้วิธีให้ข้าพเจ้าไปยืนหน้าโรงแรมแล้วให้ gps ตามหาโรงแรมถึงเจอกันได้รวมพลกันครบแล้วก็ปั่นไปซานัว (Sanur) เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่ทางใต้ของเกาะบาหลีสองเสือวางแผนว่าพรุ่งนี้จะนั่งเรือข้ามไปเกาะลอมบอค
เช้าวันนี้จากซานัวปั่นไปปาดังไบ (Padanbai) ซึ่งเป็นท่าเรือเฟอร์รีข้ามไปเกาะลอมบอคถึงราวๆ 10.30 น. ซื้อตั๋วเรือผ่านนายหน้ารวมทั้งต้องจ่ายค่าระวางจักรยานด้วย ดีที่นายหน้าตามมาที่เรือไม่งั้นมีขึ้นผิดลำแน่ๆ เพราะไปต่อคิวลงเรืออีกลำ แล้วโชคดีไป เรือออกเกือบ 11 โมง ระหว่างทางได้แวะซื้อข้าว ปลาปิ้ง กับสะเต๊ะตุนไว้ก่อนก็เลยเอาไว้เป็นมื้อเที่ยง จริงๆ แล้วก็มีคนเอาของขึ้นมาขายบนเรือด้วยเหมือนกัน เรือวิ่งประมาณ 4 ชั่วโมงก็มาถึงท่าเรือเลมบาร์ (Lembar) เกาะลอมบอค gps ทั้งสองตัวของสองเสือไม่ได้ลงแผนที่ไว้ก็เลยต้องใช้หนังสือประเทศอินโดนีเซียที่แบกไปด้วย (หนักเกือบกิโล) หาเป้าหมายว่าจะไปที่ไหน ดูแล้วที่น่าไปพักที่ใกล้ที่สุดก็เป็นเมืองเซิงกิกิ ห่างจากท่าเรือ 30 กว่า กม.ปั่นเลียบเกาะไปทางฝั่งตะวันตกกว่าจะหาที่พักได้เกือบ 6 โมงเย็น
เป้าหมายวันนี้อยู่ที่เมืองบายัน (Bayan) ซึ่งเป็นเมืองที่ใกล้กูนุงรินจานี (Rinjanee) ดูตามรูปกูนุงรินจานีมีทะเลสาบอยู่ปากปล่องสวยมากๆ เสือเปี๊ยะก็เลยหลงเสน่ห์ของกูนุงรินจานีอยากจะไปเยือนซะแล้ว ทางปั่นวันนี้สวยมากๆ ปั่นเลียบทะเลขึ้นเขาลงเขาตลอดทางปั่นได้ 70 กว่า กม.พอดี มีรถบัสเล็กที่ไปส่งนักท่องเที่ยวกำลังจะกลับบายัน เขาบอกว่ายังไกลและต้องขึ้นเขาอีก ก็เลยฉวยโอกาสอาศัยติดรถขึ้นไปแถมยังช่วยหาที่พักให้อีก...เสือเทาติดต่อเรื่องขึ้นกูนุงรินจานี จริงๆ แล้วต้องใช้เวลา 2 วันและพักบนเขา 1 คืน แต่เวลาพวกเราไม่พอก็เลยต้องใช้วิธีเดินขึ้นเขาตอนกลางคืนให้ไปสว่างบนเขา นัดหมายเวลาห้าทุ่มครึ่ง
เกือบเที่ยงคืนคนของโรงแรมมาปลุกพาไปส่งที่ปากทางขึ้นเขามีไกด์มารออยู่แล้ว ดีที่ทุกคนมีไฟจักรยานติดไปด้วย เดินขึ้นเขาไปได้ระยะหนึ่งฝนเริ่มตกแต่พวกเราก็ไม่หยุดยังคงเดินขึ้นเขาต่อไปแต่ก็เริ่มเดินลำบากมากขึ้นกว่าจะเดินไปถึงที่ตั้งแคมป์เกือบตี 5 ฝนตกหนักขึ้น ลมแรง อากาศเย็นหนาวมาก ไกด์เอาข้าวเช้ามาให้กินแต่ก็กินไม่ลง นั่งสัปหงกจนถึงเกือบ 8 โมงก็ต้องเดินลงมา เพราะว่าขึ้นต่อไปไม่ได้อันตรายมากฟ้าปิดด้วยมองอะไรก็คงไม่เห็น ยังดีที่ฝนซาลงบ้างแล้วขาลงแย่กว่าขาขึ้นใช้เวลามากกว่า เพราะมีน้ำฝนไหลนองท่วมทางเดินมองไม่เห็นพื้น ทางก็ลื่นเสือเปี๊ยะกับข้าพเจ้าลื่นล้มตลอดทาง กว่าจะลงมาถึงข้างล่างเกือบบ่ายโมงเข้าที่พักอาบน้ำล้างตัวเก็บของเสร็จนั่งรถคันเดิมให้ไปส่งที่หน้าท่าเรือเลมบาร์ ปั่นเข้าไปซื้อตั๋วเรือที่ทางเข้า เรือออกราวๆ 5 โมงครึ่ง ลงเรือหาที่นั่งได้ตรงดาดฟ้าเรือ ทุกคนหลับสนิท เรือมาถึงปาดังไบ 4 ทุ่มกว่าต้องหาที่พักเพราะไม่มีไฟหน้ารถกันแล้วเหนื่อยด้วย ได้ที่พักแถวๆ หน้าท่าเรือ รู้สึกปวดน่องมากเพราะเกือบเป็นตะคริวตอนขึ้นกูนุงรินจานีแล้วยังไม่ได้พักขาเลย
เสือเปี๊ยะบอกว่าเกาะบาหลีรูปร่างคล้ายๆ ลูกไก่น้อยยืนขี้ (ดูๆ ไปก็คล้ายเหมือนกัน แฮะ) หลังจากวันแรกที่มาถึงปั่นไปทางทิศตะวันตกจากขาไก่ขึ้นไปบนอกต่อไปจนถึงปากไก่แล้วย้อนลงมาที่ขาไก่อีกครั้งหนึ่ง วันนี้เราก็จะปั่นไปทางทิศตะวันออกขึ้นไปทางตูดไก่ ทางปั่นวันนี้ขึ้นเขาลงเขาตลอดจนถึงเมืองทูลำเบน (Tulamben) ยังไม่ถึงบ่าย 3 โมงเวลายังเหลือเยอะก็เลยปั่นต่อไปกะว่าจะหาที่พักข้างหน้าที่เมืองคูบู (Kubu) แต่ไม่มีที่พักก็เลยปั่นต่อไปอีกจนถึงเทียนยาร์ (Tianyar) แวะซื้อปลา ของสดเตรียมไว้เป็นมื้อเย็น เสือเทาถามที่ร้านค้าว่าพอมีโรงแรมไหม ไม่รู้คุยกันยังไงมีคนพาไปขอพักที่สวนของชาวบ้าน ตอนแรกกะว่าคงได้นอนที่สวนมะพร้าวแน่ๆ แต่คงคุยกันถูกคอมั้งก็เลยได้พักที่ศาลาหน้าบ้านของเขา สมใจอยากของสองเสือแล้วหละที่อยากพักแบบนี้สักครั้งในทริปนี้
หลังจากร่ำลาป้าเจ้าของบ้านผู้อารีแล้ว พวกเราปั่นออกมาได้ราวๆ 15กม.ก็ถ







