
4 ชายขายฝัน
สำรวจ 4 ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่แต่ละคนต่างก็มีนโยบายและแนวทางทำงานที่ต่างกัน
สำรวจ 4 ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่แต่ละคนต่างก็มีนโยบายและแนวทางทำงานที่ต่างกัน
โดย...สไปเดอร์แมว
ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งเฟ้นหารัฐบาลชุดใหม่ ในวงการกีฬาก็กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นคือการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลคนใหม่ ในวันที่ 17 มิ.ย.
ถึง ณ ตอนนี้ มีผู้ประกาศตัวพร้อมลงชิงตำแหน่งนายกลูกหนังไทยทั้งสิ้น 4 คน ประกอบด้วย เจ้าของตำแหน่งเดิมคือ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี, “บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพาณิชย์ อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย, พิเชฐ มั่นคง อดีตประธานสโมสรการท่าเรือไทย เอฟซี และ กษิติ กมลนาวิน อดีตที่ปรึกษารมต. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
แต่ละคนมีนโยบายการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ลองมาดูกันว่าแนวทางการทำงานเด็ดๆของแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งแฟนบอลไทยก็จดจำกันไว้ให้ดีๆนะครับ เพราะถึงวันหนึ่ง คนที่ได้รับเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ตามที่เคยพูดไว้ แฟนบอลจะได้ “ด่า” กันได้ถูก อิอิ
“บังยี” วรวีร์ มะกูดี
หากสามารถ “ป้องกันแชมป์” นั่งเก้าอี้นายกบอลได้อีกสมัย บังยี กล่าวว่าจะพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก ปรับให้สโมสรในศึกไทยพรีเมียร์ลีก เป็นอาชีพอย่างเต็มตัวให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้ และพร้อมขยายลีกฟุตซอลทั้งชายและหญิงไปตามภูมิภาคด้วย นอกจากนี้ บังยียังพร้อมที่จะส่งเสริมแข้งเยาวชนด้วยการขยายศูนย์พัฒนาฟุตบอลประจำภาคต่างๆ จากปัจจบันที่มีอยู่ 12 ศูนย์ เพิ่มเป็น 24 ศูนย์ทั่วประเทศไทย
ขณะที่ประเด็นทีมชาติ บังยีวางแผนเน้นใช้แข้งสายเลือดใหม่เข้ามาเป็นกำลังหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นจากชุดเอเชียนเกมส์และชุดโอลิมปิก ซึ่งอายุยังไม่มากนัก โดยอาจจะมีนักเตะประสบการณ์สูงคอยเสริมในบางส่วนบางตำแหน่ง
นอกจากนี้จะพยายามนำทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติมาจัดการแข่งขันที่ไทย และมีแนวคิดผลักดันฟุตบอลรายการ “อาเซียน แชมเปียนส์ลีก” ขึ้นมา โดยจะเป็นการดวลแข้งกันระหว่างสโมสรในย่านอาเซียน
“บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพาณิชย์
สาเหตุหลักที่ทำให้เข้ามาร่วมวงชิงตำแหน่ง บิ๊กกร๊องเผยสาเหตุเนื่องจาก ผิดหวังกับผลงานของทีมชาติไทยในระยะหลังๆ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ทีมชาติไทยกลับมายิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง
“ทีมชาติต้องทำให้คนไทยมีความสุขกับชัยชนะของทีมชาติไทย” บิ๊กกร็อง กล่าว
นอกเหนือจากทีมชาติแล้ว บิ๊กกร๊องกล่าวว่า ต้องบริหารสมาคม ด้วยความเป็นมืออาชีพ โปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องใช้บุคลากรที่มีความรอบรู้เข้ามาทำงาน ส่วนลีกในประเทศต้องมีการวางกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้รัดกุมชัดเจน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ตัดสิน โค้ช ผู้ควบคุมการเเข่งขัน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน บิ๊กกร๊องยังยืนยันว่า การเสนอตัวลงชิงตำแหน่งครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆทั้งสิ้น หลังมีกระแสข่าวว่า ได้รับการสนับสนุนจาก เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ซึ่งมีความสนิทสนมกันเป็นส่วนตัวในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องศิษย์เก่าสวนกุหลาบ
พิเชฐ มั่นคง
ลุงหนวดแห่งสิงห์เจ้าท่า ประกาศว่า สิ่งใดที่กลุ่มบริหารเดิมทำไว้ดีแล้ว ก็พร้อมที่จะสานต่อ พร้อมกับวางแผนยุทธศาสตร์ให้รอบด้าน ตัวอย่างเช่น ยุทธศาสตร์การนำทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลก ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เยาวชนอายุ 12 ปี เน้นเรื่องโครงสร้างว่าแข้งทีมชาติไทยควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 180 เซนติเมตร พร้อมกันนี้ โค้ชทีมชาติไทยต้องเป็นคนไทยเท่านั้น
ด้านการบริหารสมาคมฯ ให้สนับสนุนการดำเนินงานของสโมสรสมาชิก ไม่ใช่คอยแต่จับผิดเหมือนในปัจจุบัน อีกทั้งปรับโควต้านักเตะต่างชาติในลีกให้สอดคล้องกับสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย คือ ส่งรายชื่อ 5 คนจัดลงสนามได้ 3 คน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเตะไทยลงสนามมากกว่าปัจจุบันที่ส่งรายชื่อ 7 ลงได้ 5 คน
“การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของผม ถ้าผมไม่ได้รับเลือกผมก็จะไม่ทำงานร่วมกันใคร ผมคงออกมาอยู่วงนอกและเฝ้าดูอยู่ห่างๆแทน” บิ๊กเชฐ กล่าว
กษิติ กมลนาวิน
สิ่งแรกที่ กษิติ ประกาศคือ ขจัดมาเฟียวงการลูกหนังทุกรูปแบบ เพราะสมาคมเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งที่มีการสืบทอดอำนาจต่อๆกันมา
อีกหนึ่งนโยบายที่ “พี่ทอม” ของแฟนบอล หยิบยกขึ้นมากล่าวถึงคือ การวางหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนเกี่ยวกับการถือครองเป็นเจ้าของสโมสร โดยยกตัวอย่าง บุรีรัมย์ พีอีเอ กับ บุรีรัมย์ เอฟซี ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดพร้อมกันทั้ง 2 ทีม ทำให้ถูกมองว่า อาจมีการซูเอี๋ยกันเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องกฎระเบียบให้ชัดเจน
นอกจากนี้ หมัดเด็ดที่สร้างความฮือฮาของคุณกษิติคือ “พาทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลกทันที” โดยมองว่า แข้งไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร เพียงแต่ต้องปรับระบบการเล่นให้เป็นแบบ “วันทัช” คือการต่อบอลเท้าต่อเท้าอย่างแม่นยำ ไม่ต้องใช้จังหวะมากมาย
“ถ้าผมทำตามที่พูดไม่ได้ ผมก็พร้อมลุกออกจากตำแหน่งทันที"







