posttoday
ไว้ใจพิษ

ไว้ใจพิษ

08 มิถุนายน 2554

ไว้ใจเป็นพิษเราเคยพูดไหมคะว่า “ความไว้ใจเป็นรากฐานของทุกๆ ความสัมพันธ์”

ไว้ใจเป็นพิษเราเคยพูดไหมคะว่า “ความไว้ใจเป็นรากฐานของทุกๆ ความสัมพันธ์”

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ไว้ใจเป็นพิษเราเคยพูดไหมคะว่า “ความไว้ใจเป็นรากฐานของทุกๆ ความสัมพันธ์” แต่หนูดีว่า ถึงเราไม่พูด เราก็ต้องคิด เพราะว่า “ความไว้วางใจกัน” ไม่ว่าจะในความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือในเชิงธุรกิจมันช่างสำคัญมาก สำคัญถึงขนาดที่ว่า สำหรับคนบางคนแล้ว หากความไว้วางใจถูกทำลายลง ความรักหรือความสัมพันธ์ต่างๆ ก็จะถูกทำลายลงไปพร้อมๆ กันด้วย

แม้ความไว้ใจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ต้องคอยตรวจสอบตัวเองเสมอว่า คนหรือองค์กรที่เราเลือกไว้ใจนั้นเขาทำตัวได้ดี คุ้มค่ากับความไว้วางใจของเราหรือเปล่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนูดีชวนคุยเรื่อง “สัญญาณอันตราย” เป็นเรื่องราวของคนพูดไม่จริง และการจัดการกับพฤติกรรมของคนพูดไม่จริงในชีวิตของเรา วันนี้ หนูดีจึงจะขอชวนคุยต่อในเรื่องเดียวกันนี้ค่ะ แต่จะขอเฉพาะเจาะจงลงไปที่ ความไว้วางใจที่เป็นพิษในความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้เยอะมาก ไม่เฉพาะในสังคมเอเซียเท่านั้น แต่ในประเทศแถบตะวันตก ทั้งอเมริกาและยุโรปก็ไม่เว้น คนที่มี “โลกส่วนตัวที่ไม่เปิดเผย” เดินกันอยู่เต็มโลกไปหมด แล้วเราจะทำตัวอย่างไร ระวังตัวอย่างไร จึงจะไม่เจอคนที่โกหก หรือคนประเภท “ไม่พูดความจริงทั้งหมด ก็ยังไม่เรียกโกหกใช่มั้ย” กันบ้าง

บางครั้งเราอาจคิดว่า เรารู้จักคนคนหนึ่งดีมากๆ แล้ววันหนึ่งพฤติกรรมของเขาหรือเธอ ก็ทำให้เรางงจนตั้งตัวไม่ติดว่า “เป็นไปได้อย่างไร จริงๆ เราไม่รู้จักคนคนนี้เลยเหรอเนี่ย” เราอาจจะไปเห็นพฤติกรรมบางอย่างของเขา หรือไปรู้เรื่องเกี่ยวกับเขามาโดยที่มันเป็นคนละเรื่องกับที่เขาบอกเราเลย แล้วเราก็งงว่า “เขาโกหกเราได้อย่างไร ...ทั้งๆ ที่เราไว้ใจเขา (หรือเธอ) ที่สุด” เราอาจจะรู้สึกเพิ่มเติมไปด้วยว่า “นี่ฉันโง่ขนาดนี้ได้อย่างไร”

ลองคิดในมุมกลับกันเล่นๆ นะคะ ถ้าเราเป็นคนโกหก เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะพูดเรื่องไม่จริงแน่ๆ เช่น เราอาจมีแฟนอยู่แล้ว หรือเราแต่งงานไปแล้ว แต่เราอยากมีกิ๊ก เราอยากมีสาวๆ หรือหนุ่มๆ เพิ่มในสต๊อก แต่เราก็ไม่อยากให้คนใหม่จับได้ หรือรู้เท่าทันเรา ดังนั้นเราจะเลือกจีบหรือไปกิ๊กกับคนแบบไหนคะ

แน่นอนว่า เราก็ต้องเลือกคนใจดีๆ น่ารักๆ ใสๆ ที่ไม่ถามอะไรมากมาย ไม่วุ่นวาย ไม่ขี้สงสัย ไม่ช่างถาม ไม่จุกจิก เพราะเราคงไม่ต้องการให้เขาจับได้ และไม่ชอบหน้าเรา ไม่พูดกับเรา ไม่สนใจเราอีกต่อไป ดังนั้นคนน่ารักและช่างไว้ใจ ส่วนใหญ่แล้วจึงสามารถตกเป็นเหยื่อคนพูดไม่จริงได้อย่างง่ายดาย

และผู้หญิงบางคนก็ประหลาดนะคะ สามารถเชื่อคนที่เราแทบไม่รู้จักได้อย่างง่ายๆ เชื่อเรื่องที่เขาพูด อาจเพราะท่าทางที่ดูน่าเชื่อถือ หรือ ตำแหน่งการงาน หรือ ฐานะทางครอบครัว สิ่งที่ดูดีเหล่านี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่า คนๆหนึ่งจะพูดจริง ลองมองไปรอบๆตัวเราก็จะเห็นว่า คนจากครอบครัวดีๆมีฐานะที่พูดไม่จริงระดับประเทศหรือระดับโลกให้เห็นถมไป แม้กระทั่งวิกฤติทางการเงินในอเมริกาหลายๆครั้ง ก็เกิดขึ้นจากความโลภและคำโกหกของคนที่มีการศึกษาระดับยอด และมาจากครอบครัวที่มีเงินทองมาแต่ดั้งเดิม

การ “เชื่อคนยาก” ในยุคนี้ จึงเป็นหนึ่งในนิสัยจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหนูดีว่าไม่ได้เป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกในแง่ที่...เอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้งค่ะ

เราอาจได้ยินคนบ่นบ่อยๆ ว่า “ไม่น่าไว้ใจเขาเลย ความไว้ใจเป็นสิ่งไม่ดี ตั้งแต่นี้จะไม่ไว้ใจใครอีกล่ะ” คนเหล่านี้เมื่อเรื่องร้ายๆ ที่โดนโกหกผ่านไป ก็อาจกลับสู่นิสัยดั้งเดิม หรืออาจจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ไว้ใจใครต่อไปอีกเลยก็ได้ แต่นักจิตวิทยาครอบครัวมีตัวเลือกให้เราดีกว่านั้นอีกค่ะ

ก่อนที่เราจะมอบความไว้วางใจให้กับใคร หน้าที่ของเราคือ “ถาม ถาม และถาม” ซึ่งไม่ใช่การถามอีกฝ่ายหรือผู้ชายหรือผู้หญิงที่เรากำลังจะเดตนะคะ แต่เป็นถามคนรอบตัว ถามและตรวจเช็กกับสถานการณ์และความเป็นจริง หาข้อมูลเยอะๆ หรือถ้าอีกฝ่ายทำตัวให้เรางง ไม่ไว้วางใจ ก็ถามคนนั้นไปตรงๆ เลย และอย่ายอมเชื่อคำพูดเขาง่ายๆ แต่ให้นำคำพูดนั้นมาตรวจเช็กกับความจริงอีกครั้ง และเช็กกับใจเราดูด้วยว่า เรารู้สึกทะแม่งๆ หรือแปลกๆ กับคนคนนี้หรือเปล่า

ถ้าเรื่องราวมันดูอย่างไรๆ ก็ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เสียที ก็อย่าเสียเวลาไปบวกให้เขา อย่าหาข้ออ้าง ข้อแก้ตัวให้กับคนคนนั้น เพียงเพื่อเราจะได้มีข้ออ้างเดตเขาหรือเธอต่อ ถ้าข้อมูลมันไม่จริง เขามีโลกอีกโลกหนึ่งที่ทำอะไรเราก็ไม่รู้ (และส่วนใหญ่ถ้าเขาไม่ให้เรารู้ มันก็มักไม่ใช่เรื่องดีหรอกค่ะ) เราก็ควรถอยออกมาเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและความรู้สึกของเราเอง

คนที่เดินเข้าไปในความสัมพันธ์กับคนโกหกนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมอบความไว้วางใจให้คนทั่วๆ ไปเหมือนมันเป็นของฟรี โดยที่คนคนหนึ่งไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องพิสูจน์ความจริงอะไรเท่าไร ก็ได้หัวใจและความไว้ใจไปง่ายๆ นั้น ซึ่งก็เท่ากับระบบคัดกรองและรักษาความปลอดภัยทำงานไม่เต็มที่ คนเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้หญิง มักโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่สอนให้รักคน ให้ไว้ใจคน ให้เป็นคนดี มีศีลธรรม แล้วผลก็คือ พวกเธอมักจะคิดว่า คนทั้งโลกก็เป็นคนดีเหมือนตัวเธอเองด้วย แต่ปัญหาก็คือ คนทุกคนในสังคมมีระดับศีลธรรมไม่เท่ากัน แม้แต่การตีความคำว่า “ศีลธรรม” ยังไม่เหมือนกัน แล้วจะหวังให้ทุกคนมีมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร

สัญญาณอันตรายต่างๆ ที่มองเห็นได้ แม้ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเราเปิดใจจะมอง ก็ไม่น่าจะผ่านตาเราไปได้ ที่สำคัญ เราอย่าหลอกและโกหกตัวเองไปด้วย แล้วจะเห็นโลกที่เป็นจริงตามความเป็นจริงได้ไม่ยากเกินไปค่ะ

หากคนคนหนึ่งไม่ยอมตอบคำถามเราตรงๆ แต่เลี่ยงไปเลี่ยงมา ให้เราหลงทางไปในรายละเอียดอื่นๆ ที่ดูว่าสำคัญ อันนี้เป็นสัญญาณอันตรายอันดับหนึ่ง

ไม่ยอมบอกข้อมูลส่วนตัวเท่าไร จนกว่าเราจะไปรู้มาเอง และที่เราไปรู้มา ก็ดูไม่เหมือนกับสิ่งที่เราได้ยินจากปากเขาหรือเธอเสียด้วย

ไม่สามารถติดต่อได้สม่ำเสมอ จะมีเวลาที่หายไปโดยบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหนในโลก

มีคำพูดที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คุณเห็นชัดๆ ด้วยตาตัวเอง ฯลฯ

ยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่น่าสนุกที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ ที่ทุกคนในโลกต้องได้เจอกันบ้างครั้งหรือสองครั้งในชีวิต เราเรียนรู้ไว้ให้รู้ค่ะ อย่าให้ถึงกับมองโลกในแง่ร้าย อย่างไรก็ตาม หนูดีว่า ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ดีเสมอในทุกๆ ความสัมพันธ์ แต่ที่สำคัญคือ ก่อนมอบมันให้ใครไป เราต้องตรวจเช็กจนแน่ใจว่า เขาสมควรได้รับมันจริงๆ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ