posttoday
บันทึกแห่งชีวิตและอิสรภาพ

บันทึกแห่งชีวิตและอิสรภาพ

05 มิถุนายน 2554

สร้างมาจากเรื่องจริงที่บอกเล่าผ่านไดอะรีชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในย่านลองบีช ลอสแองเจลิส

สร้างมาจากเรื่องจริงที่บอกเล่าผ่านไดอะรีชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในย่านลองบีช ลอสแองเจลิส

โดย...รอยนวล

สร้างมาจากเรื่องจริงที่บอกเล่าผ่านไดอะรีชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในย่านลองบีช ลอสแองเจลิส หลังเกิดเหตุการณ์จลาจลจากการปะทะกันของกลุ่มคนต่างเชื้อชาติสีผิว

หัวใจของเรื่องคือ เอริน กรูเวลล์ (ฮิลารี สแวงค์) สาวจากครอบครัวชนชั้นกลาง แต่งตัวดี และเฉลียวฉลาด เธอเป็นครูหน้าใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้สอนภาษาอังกฤษกับนักเรียน “พิเศษ” ชั้นมัธยมปลายปีที่ 1

เธอก้าวเข้าห้องเรียนพร้อมด้วยอุดมการณ์เปี่ยมล้น เพียงเพื่อจะพบว่า นักเรียนของเธอดูไม่เหมือนนักเรียนมากที่สุด พวกเขาเหมือนกับถูกบังคับให้ต้องมาเรียนในห้องนี้ตามโครงการไม่แบ่งแยกสีผิว ทั้งห้องจึงมีเด็กแอฟริกันอเมริกัน ละติน เอเชีย รวมทั้งคนผิวขาวผสมปนเป โดยแต่ละคนต่างมีประวัติอันโชกโชน

แม้จะมีที่มาที่ไปแตกต่าง แต่นักเรียนทั้งหมดก็เหมือนกันตรงที่ต่างมีอคติกับครูจี เด็กๆ ดูแคลนว่า หญิงผิวขาวที่ไม่รู้จักสงครามชีวิตบนท้องถนนไม่สมควรแก่การเคารพเชื่อฟัง แต่ครูสาวไม่ยอม เธอจึงสรรหาสารพัดวิธีพยายามดึงเด็กให้สนใจการเรียน

บันทึกแห่งชีวิตและอิสรภาพ

ในเมื่อนักเรียนไม่แยแส โฮเมอร์ เธอก็มีงานของเจ้าพ่อฮิปฮอปอย่าง ทูพัค ชาเคอร์ มาดึงดูดความสนใจ แต่นั่นก็เป็นผลเพียงผิวเผิน พวกนักเรียนยังสร้างกำแพงกั้น เอรินจึงคิดเกมมาละลายพฤติกรรม ทำให้นักเรียนรู้ว่า สีผิวเชื้อชาติของพวกเขาอาจจะต่างกัน แต่พวกเขาต่างผ่านประสบการณ์ใกล้เคียงกันมา

และวันหนึ่งครูจีก็นำสมุดบันทึกมาแจกให้ทุกคนเล่าชีวิตตัวเองลงไป ทุกคนต้องเขียนทุกวัน งานนี้ไม่มีเกรดให้

(“เพราะครูจะให้คะแนนกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ได้ยัง ไง”) และเธอจะไม่อ่านถ้านักเรียนไม่อนุญาต แต่ถ้าใครอยากให้ครูอ่านก็เอาไปใส่ไว้ในตู้

เมื่อครูเปิดตู้ดูออกมาก็เห็นว่า ไดอะรีของเด็กๆ วางเรียงรายอยู่เต็ม เธอทุ่มเทเวลาอ่านตัวหนังสือเหล่านั้น ทำให้ได้รู้จักกับทุกคนมากขึ้น และความจริงเหล่านั้นทำให้เธอถึงกับอึ้ง เด็กๆ อายุ 1415 ปีเหล่านี้ต้องผ่านเรื่องหนักหนาสาหัส เพียงเพราะอคติจากความเกลียดชังและความแตกต่างเท่านั้นหรือ?

เอรินหมกมุ่นและตั้งใจกับการทำงานของเธอมากจนทำให้ครูเก่าแก่ที่สอนไปวันๆ รู้สึกไม่พอใจและเจ้านายก็ไม่ให้การสนับสนุน สามีของเธอก็รู้สึกไม่ชอบใจที่เธอทุ่มเทเวลาให้กับนักเรียนมากกว่าเขา แม้แต่พ่อผู้เป็นไอดอลของเธอซึ่งในอดีตเคยทำงานเรียกร้องสิทธิพลเมืองมาก่อนยังค้านการกระทำของเธอแบบหัวชนฝา แต่ถึงอย่างไรก็ขัดลูกสาวไม่ได้

นอกจากให้นักเรียนได้เขียนและอ่านแล้ว ครูจียังจัดให้เด็กๆ ได้ออกมาพบกับโลกกว้าง เธอพาพวกเขาไปเรียนรู้จักการต่อสู้ล้างเผ่าพันธุ์ในยุคของยิวกับฮิตเลอร์ ทั้งยังจัดดินเนอร์สุดหรูเพื่อให้ลูกศิษย์ได้พบปะพูดคุยกับคนที่รอดชีวิตจากการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนั้น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญมาถึงเมื่อ เอริน มอบหนังสือ “บันทึกของ แอนน์ แฟรงก์” ให้ทุกคนอ่าน และการบ้านคือ ... การเขียนจดหมายถึงผู้หญิงที่เคยให้ที่หลบซ่อนแก่ แอนน์ แฟรงก์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในยุโรป แต่เด็กๆ ต้องการมากกว่านั้น พวกเขาอยากให้หญิงชราคนนี้เดินทางมาอเมริกา ทั้งหมดจึงช่วยกันทำงานระดมเงินทุนหาค่าใช้จ่าย

“ครูภาษาอังกฤษต๊องๆ” ทำให้เด็กๆ ผู้ได้รับผลพวงจากปัญหาเรื่องสงครามสีผิวและเชื้อชาติมีชีวิตเปลี่ยนไป พวกเขาจะไม่ทำให้สงครามนี้ดำเนินต่อ ทั้งหมดต่างมีความหวังที่จะดำเนินชีวิตในทางที่ดีขึ้น เพราะรู้แล้วว่า ปัญหาในชีวิตของตัวเองไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเขาตั้งใจจะอยู่รอดถึงอายุ 18 ต้องเรียนจบ และห้อง 203 ก็ไม่ใช่แค่ห้องเรียน หากแต่เป็น บ้านที่มี เอริน เป็นเสมือนแม่

ด้วยโปรเจกต์ใหญ่ที่ครูจีคิด นักเรียนช่วยกันทำบันทึกของนักเขียนผู้ปลดปล่อย หรือ The Freedom Writers Diary ให้เป็นหนังสือเล่มที่ตีพิมพ์ออกมาให้ผู้คนทั่วไปได้อ่าน ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ นี่ไม่ใช่แค่บันทึกแต่เป็นผลงานที่พวกเขาจะทิ้งเอาไว้ให้โลกจดจำ

ถึงแม้ว่าจะมีภาพยนตร์ในท่วงทำนองและเรื่องราวคล้ายๆ กันนี้มาให้ได้ชมก่อนหน้านี้หลายเรื่อง และเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นลมหายใจสดใหม่แห่งวงการ แต่ด้วยเรื่องราวอันหนักแน่นทำให้ Freedom Writers ก็นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ให้แรงบันดาลใจและความหวัง

การแสดงของ ฮิลารี นั้นเป็นระดับมืออาชีพที่ไว้ใจได้ พลังที่แสดงออกมาทำให้เราเชื่อในตัวละคร เธอทำให้เราฝันว่า จะมีครูผู้ทุ่มเทให้กับนักเรียนแบบนี้มากๆ

Freedom Writers เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า ในโลกนี้ยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าปัญหาชีวิตของเรา และทุกคนสามารถจะเป็นฮีโร่ด้วยการสร้างสิ่งดีงามทิ้งเอาไว้บนโลกให้ผู้คนได้จดจำ แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ก็ตาม

ระหว่างการพบปะระหว่างหญิงชราที่เคยให้ที่หลบซ่อนแก่ แอนน์ แฟรงก์กับเด็กๆ มีนักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้นพูดว่า “คุณคือฮีโร่ของผม” แต่หญิงชรากลับบอกว่า “ฉันไม่ได้เป็นฮีโร่ ฉันเพียงแต่ทำในสิ่งที่ต้องทำ เราเป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่ทำสิ่งเล็กๆ ทุกคนคือ คนธรรมดาที่มีแสงสว่างน้อยๆ ให้กับห้องมืด และพวกเธอคือ ฮีโร่ทุกๆ วัน ฉันจะจำพวกเธอทุกคนด้วยหัวใจของฉัน”

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน