posttoday
เสียงธรรมจากหลังกำแพง (ตอน ๓)

เสียงธรรมจากหลังกำแพง (ตอน ๓)

18 พฤษภาคม 2554

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส

กระผมมีปัญหาจะขออนุญาตถามปัญหาข้อธรรม ๓ ข้อ

๑.จะทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้หลุดขาด จริงๆ

๒.จะทำอย่างไรโดยไม่ต้องตอบสนองอารมณ์นั้น

๓.จะทำอย่างไรจึงจะรับรู้เฉยๆ โดยไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งอารมณ์นั้นๆ

นช.สีจัน ตาเป้า

ชมรมแสงแห่งธรรม

อย่างไรก็ตาม จะให้หลักปฏิบัติไว้เพื่อการพัฒนาจิตให้มีคุณภาพสามารถควบคุมสภาวะความสำนึกอันถูกควรไว้ได้ โดยจะต้องฝึกทำใจให้เป็นกลาง วางจิตให้เสมอ รู้จักผ่อนลมหายใจเข้าออก เอาสติเข้าไปกำหนดจิตให้สงบนิ่งและรู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา และเพ่งรู้ในอารมณ์นั้นๆ จนเห็นความเกิดความดับ และที่สุดเห็นความดับอยู่ส่วนเดียว จนเกิดญาณรู้แจ้งในสังขารทั้งหลายว่าไม่เที่ยง...นั้น จึงจะสามารถระงับจิตสังขารไว้ได้ในทุกสภาวธรรม ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา อันเป็นไปตามแนวสมถะวิปัสสนากรรมฐาน

จึงขอสรุปในคำถามข้อนี้ว่า “หากไม่อยากให้กิเลสมารบกวน ก็จงอย่านึกคิดปรุงแต่ง ต่อเติมเข้าไปในเรื่องนั้นๆ...รู้จักทำใจให้เป็นกลางๆ วางเฉยแล้วนิ่งอยู่อย่างรู้เท่าทัน ด้วยอำนาจสติปัญญา กิเลสทั้งปวงก็จะไม่มารบกวนอีก”

จากคำถามทั้งหมด ซึ่งได้ตอบไปแล้วนั้น โดยสรุปย่อมเข้าใจได้จริง เมื่อปฏิบัติธรรมอบรมจิตภาวนา จนอ่านจิตออก บอกจิตเป็น ใช้จิตได้อย่างพระผู้ประพฤติธรรมที่เข้มแข็งแล้วทั้งหลาย ซึ่งอนุวัติเป็นไปตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่ให้เข้าถึงจิตถึงใจอันเดียว ด้วยกิเลสทั้งหลายเกิดแต่จิต จิตเป็นผู้ยึดกิเลสมาไว้ที่จิต จิตจึงเศร้าหมอง เมื่อจิตเห็นโทษของกิเลสแล้ว และสละถอนกิเลสจากจิตได้แล้ว จิตก็ผ่องใสบริสุทธิ์ สิ้นทุกข์อย่างแท้จริง...

จึงขอให้โยมสีจัน และคณะชมรมแสงแห่งธรรม ในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ชักชวนกันอบรมจิตภาวนากันมากๆ จะได้มีสติปัญญา เพื่อการรู้เท่าทันในความเป็นโทษของโลกนี้ อันไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องให้ต้องหมุนวนอยู่กับความทุกข์ร่ำไป โดยการมุ่งปฏิบัติในทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ตามสะดวก... ทำความรู้ตัวเต็มที่ และรู้อยู่กับที่ คือมีสัมปชัญญะและสติ กำกับกายจิต ให้รู้การกระทำ รู้สำนึกอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก โดยให้ละความนึกคิดที่ไปรู้เรื่องต่างๆ ทั้งหลายออกให้หมด

รักษาจิตให้รู้อยู่เฉยๆ คือ รู้เป็นกลางๆ ไม่ต้องไปมุ่งจำแนกแยกแยะแจกแจงอะไรก่อนให้หนักจิตเหนื่อยใจ อย่าบังคับจิตและอย่าปล่อยปละละเลยจิต ให้อยู่ที่ความเป็นกลางๆ แห่งการรู้ชอบในการกระทำ ให้รักษาจิตอยู่กับสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป จนบรรลุสมาธิในที่สุด

เมื่อจิตมีความตั้งมั่น อันให้ความสงบเป็นลักษณะดีแล้ว ก็ให้ฝึกดูจิตให้ออก โดยมีสติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิม ถ้าจิตนึกคิดปรุงแต่งสิ่งใด ก็ให้รู้เท่าทัน และละทิ้งไป และกลับมาดูที่จิตอีกต่อไป ละความกังวลใจ ประคองรักษาจิตอยู่ในที่ตั้งอยู่เสมอ จนสติสามารถควบคุมกำหนดจิตให้อยู่อย่างรู้สงบ ก็จะค่อยอ่านจิตออกว่า จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต...

(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว