posttoday
คนเมืองพาร์ทไทม์

คนเมืองพาร์ทไทม์

04 พฤษภาคม 2554

คนเมืองพาร์ทไทม์ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้นๆ จนชาวสวนสมัครเล่นอย่างหนูดีเริ่มใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าฤดูกาลบ้านเมืองเราปีนี้จะเป็นอย่างไรกันนี่

คนเมืองพาร์ทไทม์ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้นๆ จนชาวสวนสมัครเล่นอย่างหนูดีเริ่มใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าฤดูกาลบ้านเมืองเราปีนี้จะเป็นอย่างไรกันนี่

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้นๆ จนชาวสวนสมัครเล่นอย่างหนูดีเริ่มใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าฤดูกาลบ้านเมืองเราปีนี้จะเป็นอย่างไรกันนี่ วางแผนไว้รับฝนในอีกประมาณ 1 เดือนข้างหน้า แต่วันนี้ บทฝนจะเทก็เทค่ะ ไม่ต้องรอฤดูกาลกันแล้ว ถ้าหนูดียังคงเป็นชาวเมืองเต็มขั้นก็คงหงุดหงิดแน่ๆ เพราะ “ฝนตก” สำหรับคนเมืองก็หมายถึง น้ำท่วม ผ้าที่ตากไว้เปียกปอน แถมถ้าเดินทางไปทำงานที่ไหนก็รถติด เรียกว่าฝนมาที ทำเอาคนเมืองหมดความสะดวกไปเยอะ

แต่วันนี้ ที่หนูดีลดตำแหน่งตัวเองลงจาก “คนเมืองฟูลไทม์” มาเป็นแค่ “คนเมืองพาร์ตไทม์” และอีกครึ่งหนึ่งที่เพิ่มมาก็คือการเป็น “ชาวสวนพาร์ตไทม์” นั้น ก็เลยทำให้หนูดีมอง “ฝนหลงฤดู” นี้ด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากขึ้น

นาทีนี้เป็นเวลาที่สวนผักของหนูดีเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” คือ เรากำลังจะโละร่องสวนบางส่วนทิ้ง เพื่อถมหน้าดินใหม่ แล้วคราวนี้จะฟันแปลงโดยไม่ยกร่องอีกต่อไป โดยคำแนะนำนี้หนูดีได้มาจากผู้จัดการสวนคนใหม่ค่ะ ที่บอกว่า หากเรายกร่องผักแล้วมีร่องน้ำรอบๆ เมื่อเรารดน้ำผักแล้ว สารอาหารจากหน้าดินก็จะไหลลงไปกับน้ำลงสู่ร่อง ทำให้ในระยะยาวแล้วหน้าดินจะเสื่อมสภาพและแน่นขึ้นด้วย ทำให้ปลูกผักได้ผลผลิตไม่ดี ฟังแบบนี้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อสองปีก่อนหนูดีงงแน่ ดินกับผัก ในความรู้สึกหนูดี ไม่เห็นเกี่ยวกันเท่าไรเลย แน่นอนว่าพืชโตจากดินอยู่แล้ว แต่มันน่าจะมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น การรดน้ำ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่วันนี้ หลังจากเริ่มเป็นคนเมืองที่ปลูกผักกินเอง เอาจริงเอาจังกับเทรนด์ “สโลว์ฟู้ด” นี้มากๆ ก็พบว่า “ดิน” ที่เรารู้สึกว่าเป็นของสกปรก ถ้าโดนมือแล้วต้องล้าง ดำๆ เปื้อนๆ นั้น มันคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกใบนี้เลย และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นรอบๆ ตัวเรา ก็กำเนิดมาจากดินทั้งนั้น เรียกว่าดินเป็นแม่ของโลกก็ว่าได้ หนูดีเริ่มหันมา “เอาจริงเอาจังกับดิน” ก่อน ตามคอนเซปต์ชาวเกษตรอินทรีย์ก็คือ “เมื่อเราดูแลดิน แล้วดินจะไปดูแลพืชให้เราเอง” ดังนั้นก่อนจะไปใส่ใจเลือกเมล็ดพันธุ์อะไรเก๋ๆ มาปลูก เราควรให้ความใส่ใจกับดินก่อนเป็นอันดับแรก บำรุงและฟื้นฟูดินให้ดี แล้วหลังจากนั้นจะลงพืชผักอะไรก็งาม เมื่อพืชแข็งแรง แมลงก็ไม่ค่อยมารบกวน ใส่ปุ๋ยก็น้อยลงได้ แถมไม่ต้องใส่ยาฆ่าแมลงให้เสี่ยงกับสุขภาพตัวเองอีกด้วย

“ถ้าเราศึกษาเรื่องพืชแต่ละชนิดก่อนปลูก โดยไม่คิดถึงเรื่องดินเป็นอันดับแรก ก็เท่ากับเราต้องดูแลลูกเป็นสิบยี่สิบคน แทนที่จะดูแลลูกแค่คนเดียว” คำพูดเปรียบเทียบเก๋ๆ แบบชาวสวนมืออาชีพแบบนี้ หนูดีพูดไม่เป็นหรอกค่ะ คนที่พูดคือ คุณปรีชา บุญศรี ซึ่งเป็นชาวสวนมืออาชีพแถมยังวาดภาพผักสไตล์วินเทจบนไม้ บนกล่องเก่งมาก ดังนั้นนอกจากคุณปรีชาจะเป็นผู้ปกครองเด็กที่โรงเรียนหนูดีมาหลายปีจนน้องปูนลูกสาวจะสูงกว่าหนูดีอยู่แล้ว ก็เลยได้พ่วงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และครูสอนวาดภาพสีน้ำสไตล์วินเทจให้หนูดีและคุณครูที่โรงเรียนอีกด้วย ต้องถือโอกาสขอบคุณคุณปรีชามา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ที่เกื้อกูลกันมาหลายปี

คราวนี้เป็นโชคดีของคุณหนูดีอีกแล้วที่คุณปรีชาแวะเข้ามาที่โรงเรียนช่วงปิดเทอมและได้นั่งลงให้ความรู้หนูดีเพิ่มเติมเรื่องการดูแลดินสำหรับคนเมืองที่คิดจะลองปลูกผักแล้วไม่อยากอกหักเมื่อผักที่บรรจงโรยเม็ดไว้มันไม่ขึ้นเสียที อันดับแรกเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ดินที่บ้านเรานั้นเป็นอย่างไร เป็นดินบ้านจัดสรรที่เขาไปเหมามาถูกๆ หรือเป็นดินแน่น ดินร่วนโปร่ง ดินเค็ม ดินเปรี้ยวอย่างไร แต่ถ้าคิดว่าฤดูกาลนี้จะปลูกผักล่ะ แต่ไม่อยากลงไปในสวน เราอาจใช้กระถางหรือกั้นแปลงใหม่ แล้วซื้อดินถุงมาเลยก็ได้ แต่ช้าก่อนนะคะ ดินถุงก็ไม่ได้เป็น “ดินดี” เสมอไป แม้เราอาจจะซื้อมาแพงก็ตาม เพราะดินถุงก็จะมีดินร่วนๆ ผสมกับกาบมะพร้าวนิดหน่อยเป็นหลักเท่านั้นเอง

แต่คุณปรีชาสอนหนูดีว่า ดินที่ดีต้องประกอบด้วยน้ำ (หรือความชื้น) อากาศ (หรือความโปร่งซุย) อินทรียวัตถุ และแร่ธาตุ เวลาที่เราจะปรุงดินในบ้านเราให้อุดมสมบูรณ์นั้น ให้เรานึกถึงในป่าเสมอ คือ ดินในป่าไม่ต้องใส่ปุ๋ยพืชก็เติบโตได้ ดังนั้นเราต้องการก๊อบปี้ดินป่าค่ะ อินทรียวัตถุก็คือของที่มองเห็นได้เป็นชิ้นๆ เช่น เศษใบไม้ ผลไม้ กิ่งไม้ มูลสัตว์ ซากสัตว์ ส่วนแร่ธาตุก็คือ อินทรียวัตถุนี้ละค่ะที่ถูกย่อยจนเรามองไม่เห็นแล้วกลายเป็นวิตามินให้พืชดูดซึมไปใช้ได้ อารมณ์เดียวกับพวกเรากินวิตามินเม็ดนั่นเอง และ “เพื่อน” ที่มาช่วยย่อยให้เรา ก็คือจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ สายพันธุ์ดีค่ะ

ดังนั้น หากใครจะปลูกผักกินเองแบบหนูดีนั้น แนะนำว่า เมื่อซื้อดินถุงมาแล้ว ให้นำมาคลุกกับมูลสัตว์ จะเป็นมูลวัว มูลช้าง มูลไก่ หรือถ้ากลัวสกปรกจะเอาเป็นปุ๋ยหมักก็ได้ รวมถึงใบไม้แห้งๆ เช่น ใบจามจุรีก็สุดยอด แต่ที่สวนหนูดีกวาดทุกใบไม้ไปรวมกันแล้วใช้หมดเลย ตามสไตล์ “ไม่ทิ้งอะไรให้เป็นขยะแม้แต่นิดเดียว” อัตราส่วนคือ ดิน 1 ส่วน มูลหรือปุ๋ย 1/2 ส่วน ราดน้ำจุลินทรีย์ให้พอชื้นๆ แล้วคลุกๆ กันทิ้งไว้สักประมาณ 1-2 สัปดาห์ในที่ร่ม ก็เอามาปลูกได้แล้ว เพราะจะมีทั้งอาหารชั้นดีและเครื่องจักรย่อยอาหารให้พืชเรียบร้อย คราวนี้ปลูกอะไรก็นับว่าได้ต้นทุนดีไปแล้ว ขอแค่โรยเม็ดเท่านั้นเอง

เทรนด์ “คนเมืองพาร์ตไทม์” กำลังมาแรง เห็นใครๆ ก็สนใจลองปลูกผักกันทั้งนั้น

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ