
ทำอย่างไร...เมื่อโลกใกล้แตก
อีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะถึงปี 2012 ที่ใครๆ ก็เชื่อกันว่าเป็นปีแห่งความสิ้นสุดของโลก ประจวบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
อีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะถึงปี 2012 ที่ใครๆ ก็เชื่อกันว่าเป็นปีแห่งความสิ้นสุดของโลก ประจวบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
โดย...โยธิน
อีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะถึงปี 2012 ที่ใครๆ ก็เชื่อกันว่าเป็นปีแห่งความสิ้นสุดของโลก ประจวบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เป็นภัยธรรมชาติที่มนุษย์ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยพบเห็นในบันทึกทางประวัติศาสตร์มาก่อน
แล้วถ้าเกิดภัยพิบัติเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว พวกเราจะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้กันอย่างไร เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่ได้โชคดีขึ้นเรือโนอาห์เหมือนในภาพยนตร์กันทุกคน
มองหาที่ดินต่างจังหวัด
ภัทร ณรงค์ชัยกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกา “ไททัน” หนุ่มสังคมไฮโซ บอกกับเราว่า ส่วนตัวแล้วก็มองเรื่องกรุงเทพฯ น้ำท่วมในอนาคตไว้เหมือนกัน ว่าอีกหน่อยเราจะเสี่ยงต่อน้ำท่วม
เลยมองที่ดินในภูเขาสูงไว้อย่างแถว จ.เชียงราย ก่อนที่จะเกิดข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่พม่า แต่จุดที่ดูไว้ก็ไม่ได้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนมากนัก จึงคิดว่าไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็หนีภัยธรรมชาติไม่พ้น
เหมือนกับว่าโลกของเราถึงจุดที่ใกล้จะย่ำแย่เต็มทีแล้วถึงแสดงอาการออกมาให้เราได้รู้ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ก็คือ ช่วยกันลดการใช้พลังงานลงให้มากที่สุด เผื่อว่าอะไรๆ จะดีขึ้น
หากมีเวลาเหลือจริงก่อนที่โลกจะเกิดภัยพิบัติ ก็คงโทร.ติดต่อรวบรวมคนในครอบครัวและมาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราก็คงหนีไปไหนไม่ได้ไกล สู้อยู่กับคนที่เรารักจนวินาทีสุดท้ายดีกว่า
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
“ไม่ได้มองเรื่องการเตรียมตัว เวลาเกิดภัยพิบัติต่างๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ได้หาประกัน หรือดูบ้านหลังที่สอง เพื่อเตรียมการรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เรามองว่าถึงเราจะเอาตัวรอดไปได้ เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในธรรมชาติที่เลวร้าย และสุดท้ายก็ต้องกลับมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ผิงพิชญา วงศ์กิติโชติ สาวไฮโซ หนึ่งในเจ้าของร้านพีโอนี เฮาส์ เล่ามุมมองต่อการมองโลกในอนาคต ว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่สามารถหนีพ้นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้
ไฮโซสาวยังบอกกับเราอีกว่า เรื่องนี้เราควรหันมาใส่ใจธรรมชาติมากกว่า อย่าคิดว่าอะไรจะสายเกินไปและปล่อยปละละเลยจนเราไม่ดูแลธรรมชาติ ที่ผิงทำอยู่ปัจจุบันก็คือ พยายามเลือกซื้อของใช้ที่ไม่ทำลายธรรมชาติ มาใช้งาน และช่วยประหยัดพลังงานเพื่อโลกของเรา แต่หากสุดท้ายเราเหลือเวลาอีกสัก 10 วัน ก็คงอยากจะอยู่กับครอบครัวและปรับความเข้าใจกับคนที่เรารู้จัก เวลา 10 วัน อาจจะไม่พอ แต่ก็เป็นเวลาที่เราอยากกลับบ้านอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด
ทำสิ่งที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ
“ผมก็ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเอาไว้เหมือนกัน แต่ผมคิดว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป เพราะชีวิตผม ผมถือว่าเลยจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จแล้ว จากนี้ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นผมก็ไม่เสียดาย ลูกผม ผมก็ให้เขาในระดับที่เขาพอเลี้ยงตัวอยู่ได้
จากนี้ไปผมคิดว่าจะลองทำสิ่งที่ยังไม่เคยทำดู เช่นไปหาคนรู้จักที่เราไม่เคยปรับความเข้าใจกัน ไปขอโทษ และยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมคิดว่ายังไม่เคยได้ทำ” ตัน ภาสกรนที นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งยากจะคาดเดาความคิดความอ่านต่อโลกธุรกิจของเขา แต่กับการเตรียมตัวรับมือเรื่องภัยธรรมชาติแล้ว ยังคงมีมุมมองไม่ต่างไปจากกัน ซึ่งเขายังบอกอีกว่า พวกเราเองก็เอาสิ่งต่างๆ จากธรรมชาติมามากพอแล้ว ถ้าเขาจะเอากลับไปก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราต่างก็รู้แล้วว่าเราเลี่ยงภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนที่พวกเรากระทำไปไม่ได้ เหมือนอย่างในภาพยนตร์ที่สื่อให้เห็นว่า สุดท้ายและเราทุกคนก็หนีไม่พ้นโลกที่เราอยู่ จะรวยหรือจนก็เป็นคนที่รักชีวิตและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน







