
ชาวญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นครั้งที่แล้วเขียนเรื่องอาหารญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นครั้งที่แล้วเขียนเรื่องอาหารญี่ปุ่น
โดย.. สุธน สุขพิศิษฐ์
ชาวญี่ปุ่นครั้งที่แล้วเขียนเรื่องอาหารญี่ปุ่นเกิดตรงกับวันที่ญี่ปุ่นเจอกับสึนามิพอดี วันนั้นคงไม่มีใครนึกอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นที่เขียน ถึงตอนนี้ความรู้สึกเห็นใจชาวญี่ปุ่นก็ยังไม่จางหายไป
ความเห็นใจชาวญี่ปุ่นนั้นอย่างหนึ่งเราคุ้นเคยและประทับใจในความเป็นญี่ปุ่นมานาน อีกอย่างหนึ่งเราเจอเหตุการณ์สึนามิมาก่อนที่ปักษ์ใต้ เมื่อ 5 ปีก่อน เรายังจำได้ถึงความพินาศย่อยยับที่โคกลอย บ้านน้ำเค็ม พังงา ภาพของความโศกเศร้าสูญเสียของญาติพี่น้อง ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่มายืนดูภาพของคนตาย หรือเอาภาพของคนที่สูญหายมาปิดไว้ที่โรงพยาบาลภูเก็ตและพังงา ทั้งหมดมันยังเป็นแผลเป็นในใจตลอดกาล ฉะนั้นเมื่อเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นจึงเข้าใจว่ามันโหดร้าย ทารุณจิตใจขนาดไหน
ทุกวันนี้ยังมีข่าวที่ญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขผู้ที่ตาย สูญหาย และไร้ที่อยู่ ก็มีตัวเลขชัดเจนว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ระหว่างที่ดูข่าวนั้นก็มีความรู้สึกต่อคนญี่ปุ่นว่าเขาเป็นทั้งคนแกร่ง เข้มแข็ง และอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน เราไม่เห็นการทิ้งแผ่นดินของชาวญี่ปุ่น เราจะไม่ค่อยเห็นอาการฟูมฟาย เราไม่ค่อยเห็นภาพของคนตาย แม้กระทั่งพิธีฝังศพ เราเห็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต ความมีระเบียบของการจัดการพิธีการฝัง แล้วยังอ่านข่าวถึงชาวต่างประเทศที่อยู่ในญี่ปุ่นยังยืนหยัดจะอยู่ต่อ ไม่หนีไปไหน ไม่กลับบ้านของเขา
ซึ่งทำให้อดไม่ได้ที่จะเขียนถึงญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นที่ผมเคยสัมผัส ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นเรื่องของความเป็นญี่ปุ่น ที่มีทั้งความเป็นนักต่อสู้ มีอุดมการณ์ จริงใจ และถ่อมตัว
ผมเคยไปญี่ปุ่นอยู่หลายครั้งในหลายวัตถุประสงค์ ที่น่าทึ่งที่สุดเป็นเรื่องวินัยและการศึกษา ที่เห็นได้ชัดก็ตอนที่ไปโรงเรียนที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงวิทยาลัย
เอาตั้งแต่ที่โรงเรียนอนุบาลนั้น ตั้งแต่เช้าเด็กนักเรียนมาโรงเรียน ก่อนจะเข้าตัวอาคารโรงเรียน เด็กต้องถอดรองเท้าครับ ปรกติก็มีชั้นวางรองเท้าพอเพียงอยู่แล้ว แต่ทุกเช้าจะมีเด็กโตหรือรุ่นพี่เป็นกลุ่มที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันมาคอยดูระเบียบของการวางรองเท้าอีกที อันไหนสลับข้างก็จับเสียใหม่ และมีหน้าที่กวาดเศษกรวดทรายตรงพื้นหน้าบันไดทางขึ้นอาคาร เรียกว่าสะอาดเป็นระเบียบกริ๊บ
ตรงระเบียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ นั้น จะต้องมีอ่างล้างมือสำหรับเด็กเป็นระยะ เขาเอาถุงตาข่ายพลาสติกโปร่งๆ ที่คล้ายๆ ที่ใส่ผลไม้บ้านเรานั่นเอง ใส่สบู่แล้วผูกไว้ใกล้ก๊อกน้ำ
เด็กจะถูสบู่กับถุงพลาสติกนั่นเอง ประหยัดและไม่เลอะเทอะ และที่สำคัญทุกมุมเคาน์เตอร์นั้นต้องมีแจกันดอกไม้ที่จัดแบบ อิเคบานา แบบง่ายๆ เขาทำทุกวัน ทำทั้งปีทั้งชาติ ผมว่านี่คือการฝังศิลปะประจำชาติให้เด็กซึมซับตลอดเวลา
เวลาอาหารกลางวัน เขาจะใช้ห้องที่เป็นห้องอเนกประสงค์ ที่ใช้เล่นกีฬาก็ได้ เล่นนาฏศิลป์ดนตรีก็ได้ เอาเป็นที่กินข้าว เด็กๆ ซึ่งห่อข้าวมากินเอง จะนั่งกินกับพื้น ซึ่งเหล่าครูก็นั่งกินด้วยในบริเวณเดียวกัน ที่เหลือเชื่อคือเมื่อเด็กๆ กินเสร็จลุกไปนั้น จะไปหาเศษข้าวหล่นสักเม็ดก็หาไม่เจอ อย่าว่าแต่เศษขยะ เศษกระดาษเลย แล้วเวลาเลิกออกจากห้องจะเดินเป็นคิวแถว ไม่วิ่งโครมคราม
โรงเรียนเด็กโตระดับวิทยาลัยก็เหมือนกัน ผมไปงานจัดแสดงนาฏศิลป์ ระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลาแสดง เดินไปแถวหอประชุม เห็นครูสั่งงานกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มให้ดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องประชุม การตั้งโต๊ะ เก้าอี้ ตรวจเช็กระบบม่าน ราวบันไดขึ้นเวที เด็กจะมีหัวหน้าทีม เขาจะแบ่งหน้าที่กันเองใครทำอะไร เสร็จแล้วรายงานหัวหน้าทีม พอครูมาหัวหน้าทีมจะรายงานทุกอย่างให้กับครู นั่นคือระบบทำงานเป็นทีม ไม่เกี่ยงงาน และรับผิดชอบต่องาน
แล้วเรื่องตรงเวลาก็เหมือนกัน ผมเคยไปเป็นกลุ่มที่จะต้องเข้าพบคารวะผู้ใหญ่ ต้องไปเร็วเผื่อเวลาเพราะกลัวรถติด ไปถึงก่อนเวลานาน ก็นั่งคอยอยู่ในรถอย่างนั้น พอจวนใกล้เวลาคนขับรถจะขยับรถไปจอดไม่ไกลจากอาคาร เผื่อสักหนึ่งนาที พอถึงเวลาเป๊ะก็เคลื่อนรถไปตรงหน้าอาคาร ผู้ใหญ่ที่เรานัดจะลงมายืนตรงหน้าอาคารพอดี หนึ่งนาทีไม่ขาดไม่เกิน อันนั้นไม่ใช่เราคิดเองครับแต่เป็นวิธีจัดการของคนจัดนัดพบกับคนขับรถ
เรื่องอัชฌาสัยแม่บ้านนี่ เลิศประเสริฐสุด ผมเคยนั่งกินข้าวแบบพิธีการพบปะ แล้วผมทะลึ่งทำถ้วยน้ำซุปหกใส่กางเกงตัวเอง พอหกปุ๊บเหล่าแม่บ้านสามคนเข้ามาทันที คุกเข่าเลยครับ เอาผ้าเช็ดแล้วชุบน้ำเช็ดแล้วเช็ดอีก บอกไม่ต้องก็ไม่ยอม
ผมเคยต้องไปอยู่บ้านคนญี่ปุ่น จะกินจะนอน จะช่วยตัวเองก็ไม่ยอม เข็ดครับเข็ดด้วยความเกรงใจ ทีหลังนอนโรงแรมดีกว่า
แล้วความสมถะก็ยอดเหมือนกัน ผมเคยไปวัดหนึ่ง ในเมืองอุตสาหกรรมหล่อเหล็กแบบโบราณ จำไม่ได้ว่าเมืองอะไร รู้แต่ว่าไกลจากโตเกียวมาก วัดที่ว่านี้อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ก่อนจะขึ้นวัดต้องไต่โขดหินนิดหน่อย นั่นเป็นหลักปรัชญาตะวันออกของการจะขึ้นสู่ที่สำคัญทางศาสนานั้น ต้องมีความตั้งใจ แน่วแน่ มีความอุตสาหะ ไม่ใช่เดินขึ้นเทิ่งๆ ง่ายๆ วัดที่ไปนั้น เล็ก เก่า เงียบ ขลังและสง่า พระสงฆ์ที่เข้าไปกราบนั่นบุคลิกท่านนิ่ง สุภาพ และแฝงด้วยเมตตา ตอนนั้นทั้งหนาวเย็นจับจิต โถงที่ท่านนั่งนั้นมีแค่ฮีตเตอร์น้ำมันอันเล็กๆ อันเดียว ทั้งห้องตกแต่งเรียบๆ ตามแบบญี่ปุ่น
ความมีน้ำใจเมื่อตอนที่เราเจอสึนามิใหม่ๆ ผมไปที่บ้านน้ำเค็ม ไปกับกระทรวงสาธารณสุข
มีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นเยอะมาก ทุกเช้าต้องมาวางแผนวางกำลังที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า หลังจากนั้นที่คลี่คลายแล้ว อาสาสมัครรุ่นใหม่ก็มาอีกเป็นคนหนุ่มสาว ช่วยชาวบ้านทำผ้าบาติกบ้าง ทำกระเป๋าบ้าง ทำหมวก สำหรับขายเป็นรายได้ของชาวบ้าน เขาตั้งใจช่วยกันจริงๆ
นี่คือสิ่งที่ผมพบเห็น อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็บอกถึงตัวตนของคนญี่ปุ่น จริงอยู่ว่าอาจจะไม่ 100% เสียทีเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็มีส่วนดีเยอะมากกว่าส่วนเสีย และในเมื่อเขามีชะตากรรม เราควรต้องเห็นใจ ช่วยเท่าที่ทำได้ เขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมโลก แต่เป็นคนที่เราคุ้นเคยและประทับใจนั่นเอง







