
พลิก Stress ให้เป็น Strength (จบ)
พูดถึงเรื่องความเครียด (Stress) กับชีวิตของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันทั้งๆ ที่พวกเราไม่เห็นอยากจะมีเพื่อนซี้เป็นความเครียดสักหน่อย
พูดถึงเรื่องความเครียด (Stress) กับชีวิตของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันทั้งๆ ที่พวกเราไม่เห็นอยากจะมีเพื่อนซี้เป็นความเครียดสักหน่อย
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
พูดถึงเรื่องความเครียด (Stress) กับชีวิตของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันทั้งๆ ที่พวกเราไม่เห็นอยากจะมีเพื่อนซี้เป็นความเครียดสักหน่อย
เพราะถ้ามีความเครียดเป็นเพื่อนขาประจำ เห็นทีเราจะ “ซี้” เสียก่อน แม้ว่าเราจะไม่อยากต้อนรับความเครียดให้เข้ามาในชีวิต แต่ชีวิตการทำงานของคนไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมานี้มีแต่เรื่องเครียดเข้ามาโดยตลอด สาเหตุของความเครียดก็เกิดมาจากสภาพของธุรกิจที่โดนมรสุมทางการเมืองและเศรษฐกิจกระหน่ำกันอย่างแทบไม่มีช่วงหยุดพักพอจะเริ่มสงบๆ บ้างก็จะต้องมีความวุ่นวายเกิดขึ้นมาอีก... นี่ยังไม่รวมภัยทางธรรมชาตินะคะ
ก็ด้วยเหตุวิกฤตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ทำให้การบริหารธุรกิจประสบความยากลำบากมากขึ้นทุกๆ ที เพราะไหนจะต้องรัดเข็มขัดเพราะสถานะทางการเงินก็ไม่สู้จะคล่องตัว ไหนจะต้องแข่งกับคู่แข่งที่มีมากมายราวกับดอกเห็ดหน้าฝน ไหนจะต้องเจอโจทย์จากลูกค้าที่มีความต้องการอันซับซ้อนขึ้น ฯลฯ สรุปแล้วฝ่ายบริหารก็เลยต้องหันมาบีบ...เอ๊ย! มาพึ่งพนักงานในองค์กรนี่แหละให้ดลบันดาลผลงานอันยอดเยี่ยมเพื่อความอยู่รอดขององค์กร พนักงานก็เลยต้องเจอกับเป้าหมายอันยากยิ่ง เจอข้อจำกัดมากมาย เช่น งบมีจำกัด คนมีจำกัด เวลายิ่งมีจำกัดเข้าไปอีก... ภายใต้สถานการณ์ชีวิตประจำวันแบบนี้ถ้าฝ่ายบริหาร ผู้จัดการ และ HR ไม่สร้าง “ตัวช่วย” ให้พนักงานในการจัดการกับความเครียดบ้าง เกรงว่าจะไม่เหลือพนักงานสายพันธุ์ “ทนความเครียดแบบไร้ขีดจำกัด” เลยสักคน
สัปดาห์ก่อนได้คุยกันว่า ในการบริหารความเครียด (Stress Management) นั้นต้องเริ่มจากการที่ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะผู้นำที่ต้องเข้าใจว่าความเครียดระดับไหนจึงจะเป็นระดับที่พอดีที่จะจูงใจให้พนักงานเกิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ทำงานแบบชิล ชิล จนเกินไปจนไร้นวัตกรรม ทั้งนี้ผู้เขียนได้ให้ข้อแนะนำไปบ้างแล้วในสัปดาห์ก่อนว่าผู้นำจะต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอะไรบ้าง ก่อนที่จะกำหนดระดับความยากของเป้าหมายหรือระดับความกดดันที่จะเรียกร้องให้พนักงานสร้างผลงานออกมา
ในลำดับต่อไปเราจะมาพูดกันถึงการฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะเรื่อง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ตามที่ William Atkinson แนะนำไว้ในบทความของเขาที่ลงพิมพ์ใน HR Magazine ฉบับต้นปีนี้โดยที่ผู้เขียนจะผสมผสานแนวคิดของ Atkinson ให้เข้ากับวัฒนธรรมและบริบทแบบไทยๆ ของเราด้วย ทั้งนี้ความหมายของคำว่า “Resilience” หมายถึงความสามารถของบุคคลในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถ “ฟื้นตัว” จากสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยวหรือเครียดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ Atkinson ไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องขั้นตอนของการฝึกอบรมว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้พนักงานมีความยืดหยุ่น ดังนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของผู้เขียนที่จะค้นคว้าหาข้อมูลจากผู้รู้ทั้งจิตแพทย์ อาจารย์วิปัสสนา และจากประสบการณ์ส่วนตัว และผสมผสานข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็นขั้นตอนในการฝึกอบรมได้ดังนี้ค่ะ
1.ฝึกทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problemsolving) อย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อเรียนหลักการแก้ไขปัญหา บุคลากรย่อมจะได้รับการฝึกอบรมให้วิเคราะห์ทางเลือก (Options) ต่างๆ และสามารถเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดได้อย่างเหมาะสม
2.มีทักษะด้านการบริหารเวลา (Time Management) ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ที่จะรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้นอย่างถูกต้อง และรู้วิธีวางแผนการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ร่างกายต้องแข็งแรง เพราะจิตใจที่เข้มแข็งต้องมีพื้นฐานมาจากการมีร่างกายที่แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย
4.จิตใจต้องเข้มแข็ง ระหว่างกายกับจิต ทางพุทธศาสนามีความเห็นว่า“จิตประธาน” จิตที่เข้มแข็งจะควบคุมบังคับกายได้ แต่การควบคุมจิตนี่สิยากกว่ามาก จึงจำเป็นที่ต้องมี “กูรู” ด้านการฝึกจิตที่มีประสบการณ์มาฝึกพนักงาน ทั้งนี้จะเป็นเรื่องของการฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ (ซึ่งได้ประโยชน์ได้ทั้งกายและจิต) หรือวิปัสสนาแบบพุทธก็ได้ ขอให้ฝึกแล้วพนักงานสามารถขจัดความเครียดออกจากใจได้ก็แล้วกัน
5.ฝึกให้พนักงานผลัดกันเป็น “โค้ช” หรือ “พี่เลี้ยง” ให้กันและกัน การทำงานบางชิ้นที่ยากมาก กดดันมาก จำเป็นต้องมี “ตัวช่วย” เช่น เพื่อนร่วมงานคอยให้กำลังใจกันให้คำปรึกษาและปรับทุกข์กันได้ เพื่อช่วยระบายความเครียดแทนที่จะต้องเครียดอยู่คนเดียวจนสติแตก
6.ท้ายสุดนี้คือตัวหัวหน้างานที่ต้องทำตัวเป็นที่พึ่งได้ในแง่ของการให้คำปรึกษาแนะนำ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้องฮึดสู้เพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้างานถือว่าเป็นหัวใจของการบริหารความเครียดในที่ทำงาน เพราะพนักงานจะเครียดมากหรือน้อยก็อยู่ที่ตัวหัวหน้างานนี้เอง ถ้าหัวหน้างานเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน มีความหนักแน่นด้านอารมณ์ ก็จะช่วยทำให้ลูกทีมพลอยเข้มแข็งตามไปด้วย
เรื่องของการบริหารความเครียดเพื่อพลิกความเครียดให้เป็นจุดแข็ง จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกันทั้งเรื่องของการฝึกอบรม เรื่องของการเตรียมร่างกายและจิตใจ และงานนี้ต้องร่วมด้วยช่วยกันเป็นทีมค่ะ จึงจะบริหารความเครียดได้สำเร็จ







