
วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ศิลปะแห่งการค้ากำไรหุ้น
หนึ่งในความลับของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของบัฟเฟ็ตต์ คือการค้ากำไร และการลงทุนในสถานการณ์พิเศษ แต่คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยทราบถึงการลงทุนของเขาเหล่า
หนึ่งในความลับของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของบัฟเฟ็ตต์ คือการค้ากำไร และการลงทุนในสถานการณ์พิเศษ แต่คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยทราบถึงการลงทุนของเขาเหล่า
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
คนทั่วโลกรู้จัก “วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์” ในมุมของคอนเซอร์เวทีฟ หรือนักอนุรักษนิยม แต่หนังสือเล่มล่าสุดของโพสต์บุ๊กส์สำนักพิมพ์ “วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์และศิลปะแห่งการค้ากำไรหุ้น” เขียนโดย แมรี่ บัฟเฟ็ตต์ และเดวิด คลาร์ก แปลโดย นรา สุภัคโรจน์ จะนำเสนออีกมุมหนึ่งของมหาเศรษฐีระดับโลก นั่นคือมุมของการเป็น นักค้ากำไร (Arbitrageur)
วิธีทำเงินแบบบัฟเฟ็ตต์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ จัดเสวนา “วิธีทำเงินแบบวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์-วิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและการเงิน คือโอกาสสำหรับการลงทุน” วิเคราะห์เจาะลึกโลกการค้ากำไรในหุ้น วิธีมอง วิธีคิด และวิธีทำกำไร สมการทางคณิตศาสตร์และสูตรอัจฉริยะที่เหลือเชื่อของวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์
หนึ่งในความลับของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของบัฟเฟ็ตต์ คือการอบิทราจ (Arbitrage) หรือการค้ากำไร และการลงทุนในสถานการณ์พิเศษ แต่คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยทราบถึงการลงทุนของเขาเหล่านี้ ทั้งๆ ที่พอร์ตโฟลิโอการลงทุนในหุ้นของเบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ ตั้งแต่ปี 1980-2003* มีกำไรเฉลี่ยต่อปี 39.3% จากการลงทุน 261 รายการ โดย 59 รายการใน 261 รายการดังกล่าวมาจากการค้ากำไร และดีล 59 รายการที่ว่านี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 81.28% ต่อปี !
จะเห็นว่าธุรกิจค้ากำไรมีผลต่อผลประกอบการของพอร์ตโฟลิโอการลงทุนในหุ้นโดยรวมของบัฟเฟ็ตต์มาก หากตัดการค้ากำไร 59 รายการในช่วงนั้นออกไป พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของพอร์ตโฟลิโอการลงทุนในหุ้นเบิร์กเชียร์ฯ จะลดลงจาก 39.9% เหลือ 26.96% เท่านั้นในปี 1987 นิตยสารฟอร์บส์ ระบุว่ากิจกรรมค้ากำไรของบัฟเฟ็ตต์ ทำกำไรให้เขาถึง 90% ในปีนั้น เปรียบเทียบดัชนี S&P 500 ที่|ในปีเดียวกันให้ผลตอบแทนน้อยนิด 5%
โลกของการค้ากำไร
โลกการค้ากำไร และสถานการณ์การลงทุนพิเศษ เป็นโลกที่กว้างใหญ่ สามารถพบได้ในทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ เงินตรา อนุพันธ์ หุ้น พันธบัตร/หุ้นกู้ ราคาของสิ่งที่ซื้อขายกันนี้เท่ากันในทุกตลาด เช่น ทองคำมีราคาซื้อขายเท่ากันทั่วโลก หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อัตราเดียวกันทั้งระบบ ผู้ที่รับผิดชอบหรือทำให้ราคาของสิ่งต่างๆ ในโลกเท่ากัน คือนักลงทุนประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า นักค้ากำไร (Arbitrageur) ซึ่งเลี้ยงชีพด้วยศิลปะการค้ากำไร
โลกของการค้ากำไรหุ้นก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่แทนที่จะทำกำไรจากส่วนต่างของ 2 ตลาด เราจะค้ากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายของหุ้นในวันปัจจุบันกับราคาที่มีผู้เสนอซื้อจากเราในวันที่ระบุในอนาคต โดยทั่วไปจะเป็นเวลาอีก 3 เดือน หรือ 1 ปีข้างหน้า (อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อก็อาจขยายกรอบเวลาได้อีก) โอกาสในการค้ากำไรจะเกิดขึ้น เมื่อราคาตลาดปัจจุบันต่ำกว่าราคาเสนอซื้อในอนาคต ทำให้เราสามารถทำกำไรจากการซื้อในราคาตลาดวันนี้ และขายในราคาสูงขึ้นในอนาคตได้
ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การแข่งขัน และที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวในการเสวนาว่า สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของเวลา การซื้อสินค้าตัวเดียวกัน แต่ในเงื่อนเวลาที่ต่างกัน ผลกำไรย่อมแตกต่างกันมหาศาล การค้ากำไรแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการค้ากำไรกับเวลา (Time Abitrage) เพราะเราทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นของบริษัท ณ เวลา 2 จุด ปัจจุบันและอนาคต
เวลาและตัวแปรมากมาย เช่น การซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ในกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้ สภาวะเศรษฐกิจ และอารมณ์ ณ จุดนั้นๆ ถือเป็นข้อได้เปรียบของเหล่าบรรดาผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนรายใหญ่ เช่น วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ที่จะใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถส่วนตัวในการคิดวิเคราะห์ ตรวจสอบสถานะ ชั่งน้ำหนัก และประมวลตัวแปรทั้งหมด สุดท้ายคือการตีความหมาย และคำนวณหาอัตราผลตอบแทนในอนาคต ความเสี่ยง และความเป็นไปได้ที่ดีลนั้นๆ จะเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้ทำภายในระหว่างที่เขาถือครองสถานะอยู่
ทุกคนทำ (เงิน) อย่างบัฟเฟ็ตต์ได้
โอกาสของการค้ากำไรมาจากส่วนต่าง ระหว่างราคาตลาดในปัจจุบันของหลักทรัพย์นั้นๆ และราคาที่กำหนดแน่นอนในอนาคต ส่วนต่างของราคาหรือสเปรด (Spread) เกิดขึ้นด้วย 2 สาเหตุ สาเหตุแรก คือ ค่าเวลา (Time Value) และสอง คือ ความเป็นไปได้ที่ว่าดีลอาจไม่เกิดขึ้น ยิ่งมีโอกาสมากว่าดีลจะล้ม ส่วนต่างของราคาก็จะยิ่งมาก แต่ถ้าโอกาสดีลล้มน้อย ส่วนต่างของราคาก็ลดลง การประเมินว่าดีลใดดีลหนึ่งจะสำเร็จหรือไม่ คือกึ๋นของนักลงทุน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ และอาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เวทมนตร์ หากสะท้อนตัวตนของบัฟเฟ็ตต์ และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ที่มหาเศรษฐีผู้นี้ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ นั่นหมายถึงว่า อ่านแล้วทุกคนทำตามเขาได้
“การลงทุนในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ก่อให้เกิดกำไรที่ไม่ปกติอย่างไร ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น มีคนที่มองเห็นและค้ากำไรจากมันได้” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
อนึ่ง ที่ผ่านมาบัฟเฟ็ตต์มุ่งกับการค้ากำไร และการลงทุนในสถานการณ์พิเศษ 7 ประเภท คือ
1.การควบรวมกิจการฉันมิตร (Friendly Merger)
2.การครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover)
3.การเสนอซื้อหุ้นคืน (Tender Offer)
4.การชำระบัญชี (Liquidation)
5.การแตกบริษัท (Spin-off)
6.สตับ (Stub)
7.การปรับโครงสร้าง (Reorganization)
ดีลแต่ละประเภทจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน แต่ที่เหมือนกันและอยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน ก็คือความเข้าใจ|ในธุรกิจหรือกิจการนั้นๆ รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมทั้งระบบของกิจการนั้นๆ อย่างถ่องแท้ การกู้เพื่อลงทุนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง|ที่เป็นศิลปะอย่างมาก สำหรับบัฟเฟ็ตต์แล้ว แม้ว่าการกู้จะมีความเสี่ยง (ในทางหนึ่ง) แต่ถ้าเขามั่นใจว่าเขารู้จักธุรกิจนั้นอย่างแท้จริง และมองเห็นประโยชน์จากการทำกำไร เขาก็ไม่รีรอ
หมายเหตุ : กรณีศึกษาของ ศ.มาร์ติน และ พูเธนพิวแรคคัล http://web.archive.org/web/20051104024132 และ http://www.fma.org/Chicago/Papers/Imitation_Is_theSincerest_Form_of_Flattery.pdf







