
เริ่มต้นที่ความชอบ ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล
“เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต” ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริหารจัดการทางการเงิน บริษัท ธนาคารกรุงไทย
“เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต” ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริหารจัดการทางการเงิน บริษัท ธนาคารกรุงไทย
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
“เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต” ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริหารจัดการทางการเงิน บริษัท ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงธรรมะซึ่งใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตและสอดร้อยอยู่กับการงาน
ธนาคารแสนสะดวก
ดร.อนุชิต เป็นตัวอย่างที่ดีของคนเก่ง และคนที่ใช้ความสามารถหรือความเก่งของตัว ยังประโยชน์ให้แก่ตัวและผู้อื่น เขาจบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (คอมพิวเตอร์) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโทบริหารธุรกิจ จากที่เดียวกัน แถมด้วยปริญญาโทอีกใบจากสแตนฟอร์ด สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปริญญาเอกสาขาเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้นคือเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สอบชิงทุนได้ทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย และได้ทุนจากฟุลไบรท์ วันนี้ในวัย 40 ปี ดร.อนุชิต ดูแลสายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และบริการจัดการทางการเงิน พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จนล่าสุดกรุงไทยประกาศตัวเป็น “ธนาคารแสนสะดวก” ด้วยบริการและกลุ่มผลิตภัณฑ์ บัตร โมบาย รวมทั้งการบริหารจัดการทางการเงิน (Cash Management) ที่แสนสะดวก
ล่าสุด คือบริการ KTB Online ซึ่งเป็นบริการ Internet Banking ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินแบบครบวงจร เทคโนโลยีใหม่ๆ ของมือถือ เช่น iPhone Android และ BlackBerry ที่ออกแบบหน้าจอให้ใช้งานโดยนิ้วสัมผัส ลากและวาง (Drag & Drop) และด้วยการคิดนอกกรอบ ได้ออกแบบหน้าจอการใช้งานให้สามารถใช้งานได้ทั้งจาก Browser และมือถือที่เป็นสมาร์ตโฟน
“ระบบของเราถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่ใช้เทคโนโลยี Drag & Drop เข้ามาใช้กับอินเทอร์เน็ตแบงกิง ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการกว่า 1 ล้านราย” ดร.อนุชิต กล่าว
ความชอบคือจุดเริ่มต้น
ทำอะไรต้องชอบ ว่าแล้ว ดร.อนุชิต ก็เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นในชีวิตว่า ดีที่สุดก็คือความชอบนี่แหละ เด็กที่ต้องเคี่ยวเข็ญกับเด็กที่ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ ผลต่างกันแน่ ผลในที่นี้หมายถึงผลระยะใกล้และผลระยะไกล ขนาดที่ว่าทั้งอนาคต หรือตลอดชีวิตของเด็กคนนั้นเอง สำหรับตัว ดร.อนุชิต ความชอบในวัยเด็กของเขาคือการอ่าน
“ผมไม่ใช่คนขยันท่อง แต่ผมอ่านในสิ่งที่ผมรัก อ่านทุกอย่างที่ชอบ จะว่าไปแล้วก็อ่านทุกอย่าง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พ่อแม่ผมถ้าปล่อยผมเข้าร้านหนังสือคือปล่อยเสือเข้าป่า” ดร.อนุชิต เล่ายิ้มๆ อันนี้เป็นอุทาหรณ์ของคนมีลูก ถ้าอยากให้ลูกสนใจอะไร ก็ควรจะเป็นสิ่งที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย อยากให้ลูกสนใจปืนผาหน้าไม้ ก็ซื้อให้ลูกเล่น (ฮา)
สำหรับการทำงานก็เหมือนกัน หากเริ่มจากความชอบ ก็ไม่พ้นจากความสำเร็จ หลักอิทธิบาท 4 ใช้ได้เสมอ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทำอะไรต้องเริ่มด้วยความรักชอบ จากนั้นก็ทุ่มเทพากเพียร ตั้งจิตจดจ่อ สุดท้ายคือใช้ปัญญาใคร่ครวญไตร่ตรอง จะทำงานให้มีความสุข ต้องชอบต้องรักในสิ่งที่ทำ
“ถ้าผมชอบ ผมก็ไม่กลัวแล้ว ถึงจะผิดพลาดไปก็เอาผิดเป็นครู จะกลับไปทบทวนทันที แล้วไปแก้ไขที่วิธีคิด” ดร.อนุชิต กล่าว
หน้าที่คือหลักการทำงาน
หลักในการทำงานคืออะไร ดร.อนุชิต กล่าวว่า คือการทำหน้าที่ ทำเต็มที่ ไม่ให้บกพร่อง ปล่อยวางเรื่องของจิตใจ ไม่เก็บเอาอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเราเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งจะปล่อยวางได้เอง เพราะถึงที่สุดแล้วทุกสิ่งในโลกนี้ต้องเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน
ราวกับไม่ได้มาสัมภาษณ์รองกรรมการผู้จัดการธนาคาร แต่หากกำลังสัมภาษณ์หรือปาฐกถาธรรมกับพระสาวกผู้ปฏิบัติ ดร.อนุชิต กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า สนใจในเรื่องของพระพุทธศาสนา ก็เพราะสนใจในความจริงของชีวิต ความสนใจนี้เกิดขึ้นครั้งแรกแต่เยาว์วัย ด้วยวัยเพียง 8 ขวบ ก็จำได้ว่าตระหนักถึงความ(กลัว)ตายแล้ว จากนั้นก็ค่อยศึกษาเพื่อหาคำตอบที่แท้ที่สุด ทั้งวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ จักรวาลร้อยแปด กระทั่งมาสนใจในพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่ความเชื่อ แต่คือความจริง ผู้ศึกษาและปฏิบัติย่อมรู้เข้าใจ
“เข้าใจเหตุปัจจัยและการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนก็ด้วยเหตุปัจจัย ทำเหตุปัจจัยให้สมควร อันนี้คือหน้าที่ของเราทุกคน” ดร.อนุชิต กล่าว ทุกคนทำได้และควรทำ ภาษาพระว่าโยนิโสมนสิการ คิดในใจอย่างแยบคาย และต้องคิดให้บ่อย เหมือนการออกกำลังกาย ที่เมื่อต้องการเพิ่มน้ำหนักหรือกล้ามเนื้อก็ต้องยกเวต ในการฝึกจิตก็เช่นกัน คุณต้องยกน้ำหนักทางจิตใจบ่อยๆ
“ปัญหาของคุณ คุณต้องยกเวตของคุณ คุณต้องยกเวตที่ใหญ่ขึ้น หนักขึ้นได้ เพราะทุกข์ในชีวิตของเราก็จะเป็นอย่างนั้น คือ ใหญ่ขึ้น หนักขึ้น ถ้าคุณไม่แข็งแรงพอ คุณจะทานทนมันได้อย่างไร” ดร.อนุชิต เล่า
ดร.อนุชิต สรุปว่า ความสำเร็จในหน้าที่การงานและทุกเรื่องในชีวิต ใช้หลักธรรมจากพระพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต ใช้ความเข้าใจในอริยสัจ 4 การเป็นเหตุเป็นผลของเหตุปัจจัยที่มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต้องเรียนรู้และปฏิบัติให้สมบูรณ์
5 ร่มโพธิ์แห่งชีวิต
1.ท่านพุทธทาส
ศึกษางานเขียนของท่านมามาก และนับถือท่านอย่างมาก ท่านพุทธทาสจะออกแนวเซน ซึ่ง ดร.อนุชิต กล่าวว่า ตรงจริต
2.หลวงปู่ดูลย์
คือความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ทำโยชน์ตัวเองให้ถึงพร้อม แล้วยังประโยชน์แก่ส่วนรวม
3.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
ได้มีโอกาสช่วยงานอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เห็นความเสียสละ ความกล้าหาญ ทั้งการดำเนินนโยบายทางการเงิน และทั้งกล้าที่จะรับผิดชอบ ถือเป็นแบบอย่างในชีวิต
4.ธนินท์ เจียรวนนท์
สมัยทำงานที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิด ดูแลรับผิดชอบในหลายเรื่องที่นั่น สิ่งที่ได้จาก ธนินท์ คือวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ความเป็นผู้นำและการคิด การวางแผนวางหมากที่ล้ำเลิศ ที่ประทับใจมากคือความเป็นสุภาพบุรุษที่สุภาพเรียบร้อย(มาก)ของท่าน
5.กำธร จันทรแสง
ท่านเป็นอดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีช่วงปี 2544 ผู้มีครรลองการใช้ชีวิตที่งดงาม ดร.อนุชิต ยกให้เป็นอาจารย์ทั้งในทางโลกและในทางธรรม ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างมาก โดยส่วนตัวได้รับคำแนะนำจากท่านมาโดยตลอด “หรือบางทีขี้เกียจ ก็ถูกท่านหวดเอาแรงๆ” เป็นผู้ที่แสดงให้เห็นว่าธรรมกับโลก คนที่ใช้ชีวิตถูก ไม่ใช่ต้องทิ้งโลก







