
แบร์รี ป๊อปกิน ตีแผ่เรื่องจริงในโรคกลม
นี่ไม่ใช่คู่มือลดน้ำหนัก (ตามที่ผู้เขียนบอก) แต่เป็นหนังสือที่นำทางคนอ้วนไปสู่ความผอมได้อย่างเข้าใจ
นี่ไม่ใช่คู่มือลดน้ำหนัก (ตามที่ผู้เขียนบอก) แต่เป็นหนังสือที่นำทางคนอ้วนไปสู่ความผอมได้อย่างเข้าใจ
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
"ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า นี่ไม่ใช่คู่มือลดน้ำหนัก" แบร์รี ป๊อปกิน เจ้าของหนังสือเล่มหนา 278 หน้า ย้ำเสียงเข้ม ขณะที่การสนทนาระหว่างเขากับเราจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเอง
ถือว่าแฟร์มากที่เขาบอกกับเรา เพราะตอนแรกแค่ดูเผินๆ จากชื่อ The World is Fat หรือโรคกลม(แปลโดย โสภาพร ควร์ซ/จัดพิมพ์โดย โพสต์บุ๊กส์) เราก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นไกด์บุ๊กสำหรับคนอ้วนที่อยากทำให้ตัวเองผอมเพรียว
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการควบคุมน้ำหนักแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา พยายามเล่าผ่านตัวอักษรก็คือ "วิกฤตของคนอ้วน"หาใช่ "เคล็ดการลดความอ้วน"ฉะนั้นใครที่หวังจะพึ่งพามันละก็คงจะล้มเลิกความคิดเสียเถอะทว่าใครที่ต้องหาตัวช่วยในการทำความเข้าใจกับโรคอ้วน ไม่ผิดฝาผิดตัวแน่นอน
เนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็น7 ส่วน เพื่อให้เห็นภาพแจ่มชัดถึงภาวะโรคอ้วน และองค์ประกอบเสริมที่นำไปสู่การมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แบร์รี ป๊อปกิน จึงไล่เรียงตั้งแต่ประวัติศาสตร์อาหารยุคเก่ายุคใหม่แผนรับมือเชิงนโยบายรัฐ การเติบใหญ่ของสินค้าแบรนด์ดัง งานโฆษณาที่เอ่อล้นถล่มทลาย เทรนด์แฟชั่นการกินที่กำลังจะมาแรง จนถึงทางออกที่น่าจะเป็นจริงได้ในการแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน
"ต้นฉบับที่ผมเขียนไว้จะมีอยู่ประมาณ 400 กว่าหน้า แต่พอมาคุยกับสำนักพิมพ์ เขาก็หั่นของผมเหลือแค่ 200 กว่าหน้า" นักเขียนวัยเกษียณเท้าความให้ฟัง
"ทั้งๆ ที่มันคือเรื่องจริงที่ผมอยากเล่าและคนอ่านควรรับรู้เหมือนกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ของผม ซึ่งเคยใช้ชีวิตและสัมผัสกับคนเหล่านี้ อีกส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเองที่เคยปฏิบัติตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในโลกอาหารและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับมัน ยิ่งเฉพาะผลกระทบที่ผันแปรออกมาในรูปแบบของน้ำหนักตัว"
The World is Fat เข้มข้นด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้ โดยผู้เขียนใช้เวลาเก็บรวบรวมมานานหลายปี ผ่านการกลั่นกรองจากสมองของเขา อันมี
เป้าประสงค์คือย้ำเตือนเรื่องจริงที่อยู่ในหนังสือให้ปรากฏสู่สาธารณะ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนถึงผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกระตุ้นถึงสังคมได้ตระหนักรู้ว่าโลกกำลังเข้าใกล้วิกฤตด้านโภชนาการที่เกินพอดี
"ผมเองก็ไม่ใช่คนเคร่งครัดในการกินอะไรมากมายหรอกนะ ผมชอบดื่มไวน์ ฟาสต์ฟู้ดก็กินบ้าง แต่ไม่บ่อย เกือบจะทุกอย่างแหละที่ผมกิน เพราะผมรักการกิน เพียงแต่ผมจะยึดหลักว่าต้องกินอย่างสมดุล วันไหนกินมากก็ต้องหาวิธีเผาผลาญแคลอรีให้มากหรือถ้าไม่อยากเหนื่อยขนาดนั้นก็แค่กินให้น้อยๆ เท่านี้ชีวิตก็จะพบความสุข"
สำหรับ แบร์รี ป๊อปกิน นั้นในวงการด้านโภชนาการ เขาคือโปรเฟสเซอร์ที่ป๊อปปูลาร์ไม่เบา ชื่อเสียงอันเกิดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารชั้นนำ การันตีถึงความมุ่งมั่นและการเอาจริงเอาจังในประเด็นนี้ ที่สำคัญแม้ว่าเขาจะได้ร่ำเรียนการเขียนมา แต่กลับถ่ายทอดภาษาวิชาการและย่อยศัพท์แสงเฉพาะให้เป็นถ้อยคำที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
"งานเขียนลักษณะนี้ค่อนข้างยากในการสื่อสารกับคนอ่าน เพราะคนอ่านคงไม่อยากอ่านงานวิชาการหนักๆ ผมจึงต้องพยายามทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายโดยวิธีใช้ภาษาเล่า มีการเพิ่มตัวละครเพื่อลดความน่าเบื่อลง ซึ่งตัวละครทั้งหมดมีอยู่จริง ไม่ใช่การสมมติ และทุกคนก็มาจากทั่วทุกมุมโลกที่ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยด้วย"
จากโปรเฟสเซอร์สู่นักเขียน การทำงานของ แบร์รี ป๊อปกิน เต็มไปด้วยความท้าทายเขาต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าข้อมูลหนักๆยากๆ มันสามารถเปลี่ยนเป็นเรื่องน่าอ่านได้สนุกจนวางไม่ลง ทั้งภาษาและตัวละครที่โลดแล่นในแต่ละหน้ากระดาษ โดยลืมสนิทว่าสิ่งที่ถืออยู่ในมือคืองานวิจัย
แบร์รี ป๊อปกิน ยอมรับว่างานเขียนของเขาไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องอ่าน หากแต่ใครที่อยากรู้ถึงความเปลี่ยนไปในโลกอาหารวัฒนธรรมการบริโภคอย่างไร้สติ ความสมดุลที่หายไป ความเจริญรุดหน้าของอุตสาหกรรมอาหาร ภัยร้ายที่แฝงมากับโฆษณาขำๆ ก็ควรต้องหยิบมันอ่าน เพราะนี่คือเศรษฐศาสตร์ในความตุ้ยนุ้ยที่บอกเล่าถึงอันตรายอันแสนอร่อย
"วันๆ หนึ่งมีหนังสือแนวเดียวกับผมวางแผงเยอะแยะ แต่ผมว่ามันก็ยังไม่มีเล่มไหนที่มองถึงวิธีแก้ปัญหาในระดับมหภาคและสาวลึกไปถึงต้นตอของปัญหา และผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมรวบรวมไว้ในเล่มนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลง"
"จ้ำม่ำ" "ตุ้ยนุ้ย" "เจ้าเนื้อ" "อวบอั๋น"ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่พะยี่ห้อถึงภาวะ "อ้วน" ได้ชัดเจน เราคงไม่อยากเห็นคนใกล้ชิดเผชิญหน้ากับโรคนี้ เช่นที่ แบร์รี ป๊อปกิน ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์โดยตรงมาจากคนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือกระทั่งผู้คนทุกสารทิศที่เขาพบเจอ และถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในหนังสือ น่าจะเป็นสิ่งสะท้อนได้ว่าโลกใบนี้กำลังมีคนเป็น "โรคกลม" เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"แนวโน้มวิธีการกินอาหาร 4 อย่างนี้ คือสิ่งอันตรายที่มีต่อสุขภาพของคนเรามาตลอดการกินของว่าง การกินอาหารช่วงสุดสัปดาห์การเพิ่มไซส์ และการกินอาหารนอกบ้าน ผมว่าโรคอ้วนในเด็กทุกวันนี้ ร้ายแรงกว่าโรคอ้วนในเด็กเมื่อทศวรรษที่แล้วมาก"
การสนทนาระหว่างเรากับ แบร์รี ป๊อปกินจบลงอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาทิ้งท้ายความหวังดีมาสู่ผู้อ่านหนังสือ The World is Fat สั้นๆแต่คมคายว่า เราเป็นในสิ่งที่เรากิน เราเป็นในสิ่งที่เราดื่ม







