
ผู้กำกับไทยระดับอินเตอร์ อโนชา สุวิชากรพงศ์
ถึงแม้อโนชาจะเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังนอกกระแส แต่เธอก็บอกเส้นทาง สายนี้ยังคงมีสิ่งให้ค้นหาต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด....
ถึงแม้อโนชาจะเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังนอกกระแส แต่เธอก็บอกเส้นทาง สายนี้ยังคงมีสิ่งให้ค้นหาต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด....
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
วันนั้น... ถนนสีลม ท้องฟ้าครึ้ม อากาศอบอ้าว รถติดแหง็ก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฝนก็โปรยปรายลงมา ผู้คนรีบวิ่งหาที่หลบ เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ฆ่าเวลารอให้ฝนหยุดอยู่ที่หน้าฟู้ดคอร์ต ซอยละลายทรัพย์ เมื่อเห็นว่าไม่มีทีท่าจะสงบ เราพุ่งเข้าไปมุมเครื่องดื่มเพื่อดับกระหาย แต่กลิ่นอาหารนี่สิช่างยั่ว น้ำลายดีแท้ ความอดทนของเราหมดลง จึงต้องสั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามโต
เราอิ่มพอดี พร้อมกับฝนค่อยๆ ปรอยสาย คิดในใจคงไม่เปียกหรอกหากจะเดินอ้อมไปสีลม ซอย 3 อันเป็นที่ที่เรานัดคุยกับผู้กำกับหนังนอกกระแส "ใหม่-อโนชา สุวิชากรพงศ์"
เดินแค่ 3 นาที เราก็มาถึงตึกเก่า ก้าวเท้าขึ้นไปอีกชั้น แสงไฟชมพูหวานส่องแสงเรืองรองแต่ไกล ใช่แล้วที่นี่ล่ะคือ ออฟฟิศของเธอ เอ! แต่เราขอเรียกว่า "รังของนกกระจอกสาว" เห็นท่าจะเหมาะกว่ากันเยอะ
ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะตอนนี้ เธอกำลังวุ่นกับหนังยาวเรื่องแรก "เจ้านกกระจอก" อยู่ไง เราก็เลยขออิงให้เข้ากระแสเสียหน่อย
"ถ่ายทำเสร็จแล้ว เหลือตัดต่อ ก็ไม่รีบร้อนอะไร ตัดๆ หยุดๆ เพราะอยากให้มันมีระยะห่างหน่อย ถอยออกมาจากมันบ้าง จะได้เห็นข้อผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ" อโนชา เปรยให้ฟังและดูเหมือนจะเป็นการเปิดฉากพูดคุยกับเราอย่างจริงจัง
บนชั้น 2 ของโปรดักชันเล็กๆ "Electric Eel" ที่เธอปลุกปั้นขึ้น คือที่ที่เรานั่งคุยกัน เสียงแอร์คอนดิชันครางเบาๆ อยู่ข้างๆ หู อากาศหลังฝนตกค่อนข้างชื้น ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นแบบประหลาดๆ แต่มันก็มีความสุขดี เช่นเดียวกับ อโนชา ที่สนุกกับงานตลอดแม้ว่าอาจต้องเดิมพันด้วยความเหนื่อยยาก
"ตอนที่ทำ Graceland เหนื่อยมากค่ะ เพราะมันเป็นโปรดักชันที่ใหญ่ แล้วสเกลมันก็ใหญ่ ถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. มีปัญหาเยอะตอนถ่าย ขลุกขลักตลอด ยิ่งถ่ายหน้าฝนก็ยิ่งเหนื่อย แต่พอผลลัพธ์ออกมา คนชอบก็รู้สึกดี มีความสุข หายเหนื่อยค่ะ"
ความสำเร็จของ "Graceland" (18 นาที) บนเวทีนานาชาติเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ว่าจะ คานส์ ซันแดนซ์ ร็อตเตอร์ดัม ฮ่องกง ปูซาน ซิดนีย์ ฟุกุโอะกะ ฯลฯ ในฐานะตัวแทนร่วมชิงชัยจากประเทศไทย นั่นอาจการันตีถึงสิ่งที่อโนชาทำอยู่ ความเหนื่อยกลับหายเป็นปลิดทิ้งเพราะเสียงตอบรับที่ดีนี่เอง
ไม่เพียงแค่นั้น ผลงานเรื่องถัดมา "ใจ" (38 นาที) ยังสามารถประกาศศักดา ด้วยการคว้ารางวัลยอดเยี่ยม สาขาหนังสั้น จากเทศกาลหนัง Oberhousen ประเทศเยอรมนี
รวมทั้งเธอยังมีโอกาสร่วมงานกับ 2 ผู้กำกับหญิงจากสิงคโปร์ (Eva Tang) และมาเลเซีย (Tan Chui Mui เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยม จาก Love Conquers All จากปูซานเมื่อปีที่แล้ว) ในหนังสั้น 3 เรื่อง 3 รส สะท้อนมุมมองความรักที่มีทั้งความซับซ้อนและความละเอียดอ่อน เล่าผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอาหารแต่ละมื้อ (เช้า-เที่ยง-เย็น) โดยอโนชาได้มอบหมายให้ทำ "Lunch" หรือ "มื้อเที่ยง" (30 นาที) ซึ่งเสร็จเรียบร้อยแต่ไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เนื่องจากติดปัญหา "มื้อเย็น" ของผู้กำกับสิงคโปร์ยังถ่ายทำอยู่
"การส่งหนังไปประกวดตามเทศกาลหนังถือเป็นวิธีทำการตลาดอย่างหนึ่งของคนทำหนังสั้นนะ อย่างหนังสตูดิโอที่ถูกวางโปรแกรมชัดเจนเขาไม่จำเป็นส่งไปประกวดก็ได้ แต่เราไม่ได้อยู่เฉยๆ คนจะรู้จักหนังเราไหม เริ่มต้นคงต้องทำเอง พอเทศกาลรู้จักและถ้าเขาอยากเห็นพัฒนา การของเราก็จะติดต่อเข้ามาเอง โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเหมือนช่วงแรกๆ"
หลังจากที่มีชื่อแปะติดในเทศกาลหนังดังๆ แน่นอน...อย่างน้อยๆ การทำงานของอโนชาง่ายขึ้นกว่าแต่เก่ามาก แต่เธอก็ยอมรับว่ารางวัลเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนการทำงานแบบฉบับเธอได้ และความที่มีคนเห็นมากขึ้น คนให้ความสนใจมากขึ้น ก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้เธอพร้อม จะลุยงานชิ้นต่อไปอย่างสบายใจ
"ง่ายนี่ไม่ได้หมายถึงเราสามารถเดินเข้าไปขอทุน หรือสปอนเซอร์ง่ายขึ้นนะคะ (หัวเราะ) มันยังยากอยู่เหมือนเดิมแหละ เพียงแต่การคุยอาจง่ายขึ้น เทียบกับสมัยก่อนยังไม่คุยด้วยซ้ำ ก็เห็นแววตอบปฏิเสธเราแล้ว การที่เรามีชื่อเสียงเลยเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ง่ายขึ้น"
สำหรับโปรเจกต์หนังยาว "เจ้านก กระจอก" อโนชาได้ทุนหลักจากเทศกาลหนังร็อตเตอร์ดัม และคาดว่าจะโบยบินเปิดตัวปฐมฤกษ์ในงานนี้ด้วย เล่าถึงความสัมพันธ์ของพ่อ ลูกชายที่ป่วยเป็นอัมพาต และบุรุษพยาบาล โดยพัฒนาบทมาจากเรื่องสั้นที่เจ้าตัวเขียนค้างไว้นานมาก แต่ยังไม่จบสักที วันดีคืนดีมันจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกรอบ แต่แทนที่อโนชาจะลงมือเขียนต่อ เธอกลับเลือกใช้ถ่ายทอดเป็นภาพเคลื่อนไหวและขยายให้ยาวกว่าเดิม
"โปรเจกต์นี้จริงๆ ก็แค่ส่วนหนึ่งของ พล็อตในเรื่องสั้น ไม่ใช่ทั้งหมด แล้วเอามาขยายให้เป็นหนังยาว เพราะประเด็นมัน น่าสนใจด้วย บวกกับอยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว เลยตัดสินใจสานต่อ พอทำเป็นทรีตเมนต์หนังดูก่อน ซึ่งจุดเริ่มต้นเราก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำเป็นหนังหรอก"
ถึงแม้อโนชาจะเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังนอกกระแส แต่เธอก็บอกเส้นทาง สายนี้ยังคงมีสิ่งให้ค้นหาต่อไปอย่างไม่ สิ้นสุด โดยเฉพาะสไตล์หนัง เป็นอะไร ที่ท้าทายความสามารถเธอตลอดเวลา
"ตัวเองเป็นคนชอบหยิบประเด็นสังคมมาเล่า แรงบันดาลใจก็อยู่ในสังคมเรานี่ล่ะ อยู่รอบๆ ตัวเรานี่ล่ะ มีเยอะหาได้ไม่หมดไม่สิ้นหรอก ขึ้นกับว่าเราหยิบส่วนไหน หรือเรื่องไหนมาเล่า แล้วเราไม่คิดจะทำหนังขายความเป็นไทยจ๋า อยากทำในระดับปัจเจกมากกว่า อีกอย่างคือไม่อยากเลียนแบบใคร ทั้งๆ ที่มีคนบอกกันว่าจะเป็นไปได้เหรอก็ในเมื่อโลกเปลี่ยนไป คนรุ่นก่อนใช้มาหมดแล้ว ต้องมีบ้างแหละ ที่ต้องได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจ ก็เลยพยายามทำหนังในแบบของตัวเอง บางเรื่องก็มีความเป็นเฟมินิสต์ บางเรื่องก็ไม่มี
จริงๆ เป็นคนที่อยากให้คนดูหนังของเรานะ ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสุดท้ายก็เป็นเรื่องรสนิยมอยู่ดี ทุกคนมีสิทธิที่จะวิจารณ์ ซึ่งเป็นคนชอบให้มีการวิจารณ์ ชอบให้มีการถกกัน แต่ต้องดูหนังก่อนนะ จะไม่ชอบคนดูเยอะๆ แต่ไม่มีการวิจารณ์เกิดขึ้น แล้วชอบให้คนรู้สึกอะไรบางอย่าง หรือรู้สึกแปลกๆ กับหนัง เหมือนยังไม่แน่ใจ จะชอบหรือไม่ชอบ ก้ำๆ กึ่งๆ เหมือนมีสิ่งคอยรบกวนจิตใจ เป็นการตั้งคำถามกับหนังและคิดเพื่อหาคำตอบต่อคำถามนั้นๆ"
หนังสั้นมีหลายสเกล เล็กใหญ่ทำได้ ตั้งแต่ต้นจนจบก็ทำเองคนเดียวยังได้ ซึ่งอโนชาลองมาหมดแล้ว และเธอก็ได้เรียนรู้ว่าบางทีการทำงานที่เป็นระบบ เช่นตอนที่ทำ "Graceland" "Lunch" กระทั่ง "เจ้านกกระจอก" ช่วยให้มีความเป็น มืออาชีพมากขึ้น ทั้งยังมองเห็นช่องทางขยับขยายหนังเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นหนังที่มีกลุ่มคนกว้างกว่าเดิม
"อย่างการไปคานส์ เราได้เรียนรู้ว่า ผลงานเรื่องอื่นๆ ของคนที่ได้ไปฉาย ไม่ได้เป็นหนังโปรดักชันอลังการเลย แต่สิ่งสำคัญคือประเด็นมากกว่า รวมถึงวิธีคิด รูปแบบ และการนำเสนอ คิดว่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งล่ะ ถ้าหนังดีจริง จะต้องมีคนเห็นและความสำเร็จนั้นจะเข้ามาหาเอง ขอแค่ เต็มที่กับงาน ซื่อสัตย์กับงาน พอแล้วอย่าคาดหวังอะไรมาก"







