
มีบุตรยาก เรื่องง่าย (ขึ้น) เพราะเทคโนโลยี
เทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก มีโอกาสสมหวังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย มีวิธีใดบ้างต้องติดตาม...
เทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก มีโอกาสสมหวังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย มีวิธีใดบ้างต้องติดตาม...
โดย...อนุสรา ทองอุไร
ปัจจุบันประชากรเด็กของประเทศไทยและทั่วโลกมีอัตราที่ลดลง เนื่องจากหนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์แต่งงานช้าลง แต่ละครอบครัวมีการวางแผนครอบครัวให้มีบุตรเพียงครอบครัวละ 1 คน มากสุดไม่เกิน 2 คน นอกจากนั้นเมื่อแต่งงานช้าผู้หญิงอยู่ในวัย 30 ปลายๆ ทำให้มีปัญหามีบุตรยาก แต่โชคดีที่ขณะนี้เทคโนโลยีทันสมัยมาช่วยแก้ปัญหานี้
นพ. บุญแสง วุฒิพันธ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมีบุตรยาก โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ กล่าวในงาน 30 ปี วิชาการสมิติเวชว่า นับตั้งแต่เด็กหญิงหลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2521 ปัจจุบันมีเด็กที่เกิดจากกระบวนการนี้ทั่วโลกประมาณ 2 ล้านคน เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในช่วงแรก นอกจากวิธีเด็กหลอดแก้วหรือการปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization; IVF) แล้ว ก็มีวิธีการนำเซลล์สืบพันธุ์ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ (Gamete Intrafallopian Transfer; GIFT)
ในระยะแรกอัตราการตั้งครรภ์ของ IVF ยังค่อนข้างต่ำ ประมาณ 10-15% เท่านั้น ส่วน GIFT มีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง 30% จึงนิยมทำวิธีนี้อย่างกว้างขวาง ต่อมาการพัฒนาน้ำยาเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนอัตราการตั้งครรภ์ของ IVF สูงขึ้นถึงกว่า 30% จึงไม่ค่อยมีการทำ GIFT เพราะผู้ป่วยต้องเสี่ยงต่อการดมยาสลบ เจาะท้องส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง และยังต้องนอนที่โรงพยาบาลด้วย 1 คืน แถมค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในประเทศไทยเองเมื่อปี พ.ศ. 2544 มีการทำ GIFT 135 ราย และลดเหลือ 29 รายในปีพ.ศ. 2550
ในประเทศไทย เด็กหลอดแก้วคนแรกคลอดเมื่อ วันที่ 15 ส.ค. 2530 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หลังจากนั้นบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ก็มีการ ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีสถานบริการทั้งของภาครัฐและเอกชน จนกระทั่งพ.ศ. 2540 แพทยสภาได้มีประกาศเรื่องเกณฑ์การให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ออกมา ทำให้สถานบริการทุกแห่งต้องมายื่นขอใบรับรองมาตรฐานการให้บริการ จนถึงปัจจุบันมีสถานบริการที่ได้ผ่านการรับรองทั้งสิ้น 40 แห่ง ในแต่ละปีสถานบริการเหล่านี้ ต้องรายงานผลการดำเนินงานมายังราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยปี ละครั้ง
จากรายงานพบว่า บางแห่งมีการให้บริการเพียงปีละไม่กี่ราย ส่วนสถานบริการที่มีผู้รับบริการมากจะมีถึงปีละ 500 ราย ถ้าดูจำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นในปี 2544 มีผู้ขอรับบริการ 1,813 ราย ปี 2547 เพิ่มเป็น 2,160 ราย และในปี 2550 มีผู้ขอรับบริการเพิ่มเป็น 3,304 ราย ขณะเดียวกันอัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบการใส่ตัวอ่อนจะเป็นปี 2544 ประมาณ 24.6% ปี 2547 เป็น 29.8% และปี 2550 30.9% ส่วนอัตราการแท้งเป็นดังนี้ ปี 2544 21.1% ปี 2547 17.1% และปี 2550 29.4%
การพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในปีพ.ศ. 2535 ได้มีการฉีดอสุจิเพียง 1 ตัว เข้าไปในเซลล์ของไข่โดยตรงทำให้เกิดการปฏิสนธิและตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก เรียกวิธีการนี้ว่า ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) และนิยมใช้เป็นการรักษาอย่าง กว้างขวาง ในประเทศไทยเองมีการทำ ICSI 987 ราย ในปี 2544 ในปี 2547 มีถึง 1,125 ราย และในปี 2550 สูงขึ้นถึง 1,926 ราย
นอกจากใช้เพื่อรักษาคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาแล้ว ยังเปิดศักราชใหม่ของการทำจุลหัตถการต่อไข่และตัวอ่อน นำไปสู่การนำเซลล์ของตัวอ่อนมาศึกษาความ ผิดปกติทางพันธุกรรมก่อนใส่กลับเข้าโพรงมดลูกที่เรียกว่า PGD (Preimplantation Genetic Diagnosis) และพัฒนาไปจนถึงการเอา Nucleus จากเซลล์ ไปฉีดเข้าในไข่ที่ถูกดูดเอา Nucleus ออกไปแล้ว ที่เรียกว่า Nuclear Transfer แล้วผ่านกระบวนการจนกลายเป็น ตัวอ่อน ทำให้แพทยสภาต้องมีประกาศฉบับที่ 2 เกี่ยวกับ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ออกมาเพื่อควบคุมและติดตามความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้
ในการทำ IVF นี้จะมีขั้นตอนของการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ได้ไข่หลายใบ ในผู้ป่วยบางรายจึงเกิดอาการทำให้รังไข่โตมาก บางรายที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะนี้ จึงมีการเจาะเก็บเอาไข่ที่ยังอ่อนอยู่ออกมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า IVM (In Vitro Maturation) และมีรายงานถึงความสำเร็จของการตั้งครรภ์จากไข่เหล่านี้ออกมาอยู่เรื่อยๆ
IVM พัฒนามาจากวิธีการ IVF ที่แพทย์จะฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่สุกและให้มีการตกไข่มากกว่าปกติ เพื่อเลือกเก็บไข่ที่มีคุณภาพ เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่การทำ IVM จะไม่มีการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นใดๆ แต่จะใช้วิธีลัด ขั้นตอนโดยการเก็บไข่จากรังไข่ขณะที่ยังโตไม่เต็มที่ โดยไม่รอให้ไข่สุกหรือไข่ตก นำไข่มาเลี้ยงภายนอกจนโตเต็มที่แล้วทำการผสมกับเชื้ออสุจิตามขั้นตอน ก่อนนำกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อเจริญครรภ์ต่อไป
การทำ IVM จึงช่วยให้คุณสุภาพสตรีปลอดภัยจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉีดฮอร์โมน อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการเก็บไข่อ่อนมาผสม ผลสำเร็จของการทำ IVM เมื่อเทียบกับ IVF อาจน้อยกว่าอยู่ที่ประมาณ 30-35% แต่เมื่อเทียบกับเป็นวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติและมีความปลอดภัยสูง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า หากทำไม่สำเร็จในครั้งแรก ก็สามารถทำ IVM ครั้งต่อไปได้ในเวลาอันสั้น จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับว่าที่คุณแม่อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเลือกใช้วีธีการใดย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้รับการรักษา ซึ่งการทำ IVM นั้นนิยมทำในคุณสุภาพสตรีที่มีถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome : PCOS) ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะการตอบสนองต่อการฉีดยากระตุ้นมากเกินไป
หลังการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์จนเกิดการปฏิสนธิ ขั้นตอนต่อไปก็จะกลับเข้าสู่กระบวนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ เหมือนเช่นหญิงตั้งครรภ์ปกติทั่วไป ภายหลังจากการตั้งครรภ์ได้ 11–14 สัปดาห์ แพทย์จะนัดว่าที่คุณแม่ตรวจสุขภาพอีกครั้ง โดยทำอัลตราซาวด์ตรวจคัดกรองทารกดาวน์ซินโดรม (Down's Syndrome Screening) ตรวจคัดกรองความผิดปกติของโรคต่างๆ ที่อาจถ่ายทอดและเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ เพื่อให้คำแนะนำในการดูแลปฏิบัติตัว ตลอดจนคำแนะนำด้านโภชนาการเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ หลังจากนี้แพทย์จะทำการนัดเพื่อตรวจสุขภาพครรภ์ทุกๆ 2–4 สัปดาห์ เพื่อติดตามพัฒนาการ ตลอดจนเพศของทารก ได้เห็นการเต้นของหัวใจน้อยๆ จนกระทั่งถึงระยะคลอด
เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์
นพ.เทวินทร์ เดชเทวพร สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวแนะนำการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ว่า หากคิดจะมีลูกก็เตรียมความแข็งแรงของร่างกาย เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้สด ปลาที่มีโอเมกา 3 แคลเซียม ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก รวมทั้งออกกำลังกายพอสมควรและต่อเนื่อง พร้อมตรวจเลือดตนเองและสามีเพื่อดูความเสี่ยงโรคทาลัสซีเมีย ไวรัสเอดส์ ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เป็นเบื้องต้น พร้อมตรวจเช็กว่าครอบครัวมีประวัติ ดาวน์ซินโดรมหรือไม่ เพื่อเตรียมป้องกันแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ หากแม่มีอายุมากเช่นเกิน 35 ปีสำหรับครรภ์แรก จะได้ตรวจเพื่อบำรุงและป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เนื่องจากแม่มีอายุจะทำให้ไข่ไม่แข็งแรง
"แต่ก็ไม่เสมอไป หมอเคยมีคนไข้เป็นหญิงชาวเยอรมันที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย เธอตั้งท้องบุตรคนแรกเมื่ออายุ 46 ปี เป็นการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ เราก็ดูแลใกล้ชิด ตรวจครรภ์ตามกำหนดทุกเดือน ปรากฏว่าลูกแข็งแรงดีคลอดเองตามธรรมชาติ เพราะคุณแม่เขาชอบเล่นกีฬาแล้วเขาอยู่ที่ภูเก็ตอากาศดี แม่อารมณ์ดีไม่เครียด การ ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากก็ไม่ได้มีปัญหาเสมอไป"
เมื่อตั้งครรภ์แล้วต้องมาตรวจอายุครรภ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดกรองโรคได้ตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 11-14 สัปดาห์ ซึ่งสามารถคัดกรองโรคได้ถึง 85% โดยการอัลตราซาวด์และตรวจเลือด เพราะอัลตราซาวด์ไม่มีผลข้างเคียง ต่อเด็กเหมือนการเจาะน้ำคร่ำ แต่ต้องทำโดยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ
สัญญาณเตือนว่าการตั้งครรภ์กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนี้ นพ.เทวินทร์ ยังให้ข้อสังเกตเรื่องการตั้งครรภ์อีกว่า
1.ประจำเดือนมากะปริดกะปรอยบ่อยๆ นี้มาจากการฝังตัวของไข่ในมดลูก จะเกิดขึ้น 8-10 วัน ก่อนมีประจำเดือนแบบปกติ
2.ประจำเดือนขาดต่อเนื่อง 2-3 เดือนติดกัน
3.ปัสสาวะบ่อยขึ้น ในระยะที่ประจำเดือนขาด 1-2 สัปดาห์ เพราะทารกกำลังเติบโตในมดลูก และไปกดทับกระเพาะปัสสาวะนั่นเอง
4.ท้องผูก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบลำไส้ ควรดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น
5.เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เต้านมที่ไวต่อความรู้สึกมากขึ้น เจ็บ คัด ง่าย
6.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เพราะฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น
7.มีอาการแพ้ท้องและอาเจียน หน้ามืดและวิงเวียนตลอดเวลา







