
สานจิตร่วมอุดมการณ์ธรรมขับเคลื่อนกงล้อ อายุพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชาปี’๕๔(ตอน๑)
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
๒.จะมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปอย่างไร และ/หรือ จะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาอย่างไร
วิสัชนา : ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสกาลสำคัญ “วันมาฆบูชา” ที่จะมาถึงแล้วนี้ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๘ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๕๔ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายคงจะได้กระทำพิธีสักการบูชาเนื่องในวันมาฆบูชาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนานิกายใดก็ตาม ทั้งนี้เพราะความหมายแห่งธรรมในวันมาฆบูชา ที่เรียกว่า “พระโอวาทปาฏิโมกข์” เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหลักธรรมวินัย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานการสั่งสอนแด่พระสงฆ์สาวก หลังจากที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ ๙ เดือน ตรงกับวันเพ็ญมาฆฤกษ์ ที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “มาฆปุณฺณมี” หรือ “มาฆปุณฺณมิยํ” แปลว่า ในดิถีเป็นที่เต็มดวงแห่งพระจันทร์ ในเดือนมาฆะ ที่เราเรียกรวมว่า “วันเพ็ญเดือน ๓” จึงให้เข้าใจในความหมายที่ตรงกันว่า “เป็นการสักการบูชาพระรัตนตรัย เนื่องในวันเพ็ญเดือน ๓” เรียกสั้นๆ ว่า “วันมาฆบูชา”
พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จัก วันมาฆบูชา ว่าเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาที่ควรแก่การบูชายิ่ง ก็คงจะเป็นสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีซึ่งเคยทรงออกผนวชในพระพุทธศาสนา เป็นพระภิกษุนามว่า “วชิรญาโณ” และทรงคุณานุปการแก่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย อันควรแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาแห่งชาติไทย ด้วยเป็นผู้ทรงภูมิความรู้ตามพระธรรมวินัยอย่างดียิ่ง ซึ่งทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน มีความรู้ลึกซึ้งในภาษาบาลี ได้ทรงเห็นความสำคัญอย่างยิ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องในวันมาฆปุรณมี หรือวันเพ็ญเดือนสาม ดังกล่าว ในกาลสมัยครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ก่อนย่างเข้าสู่พรรษาที่ ๒ (หลังจากออกพรรษาที่ ๑ ซึ่งทรงจำพรรษาอยู่ ป่าอิสิปตมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี หรือสารนาถในปัจจุบัน)
โดยในกาลครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อ พระนครราชคฤห์ ได้มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ หรือเข้าถึงความเป็นชาวพุทธในฐานะ “อุบาสกแก้ว” ในพระพุทธศาสนา เมื่อครั้งไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ “ลัฏฐิวัน” หรือ “สวนตาลหนุ่ม” นอกเมืองราชคฤห์ ทางด้านทิศใต้ พร้อมบริวารอันประกอบด้วยข้าราชบริพาร จำนวน ๑๒ นหุต ด้วยความศรัทธาที่เกิดขึ้นดีแล้วของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อได้รับพระธรรมเทศนา จนเกิดดวงตาเห็นธรรม จึงได้กราบอาราธนาขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปรับภัตตาหารในพระนครราชคฤห์ และได้ทรงน้อมถวาย “เวฬุวนอุทยาน” (หรือ “สวนป่าเวนูวัน” (Venuvan) ในปัจจุบันซึ่งกำกับดูแลโดยกรมป่าไม้ของรัฐบาลอินเดีย ที่เรียกว่า Forestry Department)
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นพระอารามที่ประทับของพระองค์และพระสงฆ์สาวก... “วัดเวฬุวันมหาวิหาร” จึงเป็นพระอารามหรือวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญยิ่ง ซึ่งชาวพุทธควรที่จะช่วยกันรักษาดูแลสถานที่ดังกล่าว ให้เป็นสมบัติของพุทธศาสนาอันมีคุณค่า ที่สืบเนื่องต่อไปเพื่อเป็นมรดกโลก อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพุทธประวัติที่เกี่ยวเนื่องกับสถานที่ดังกล่าว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ถึง ๕ พรรษา โดยเฉพาะพระธรรมคำสั่งสอนที่เปล่งจากพระโอษฐ์ เฉพาะในเขตเวฬุวันฯ ที่ทรงประทับอยู่ ทั้งนี้ยังไม่นับนอกพรรษาที่ทรงโคจรจาริกอยู่ในเขตพื้นที่ต่างๆ ในแคว้นมคธ ดังปรากฏหลักฐานสำคัญอ้างอิงได้จากพระไตรปิฎก
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







