
ทรงศีล กับการเดินทาง 'ในความบ้าคลั่งอันมิรู้สิ้นสุด'
นอกจากเรื่อง “ถั่วงอกและหัวไฟ” แล้ว ที่ผ่านมา ทรงศีลยังเป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Improvise การ์ตูน ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแจ๊ซ....
นอกจากเรื่อง “ถั่วงอกและหัวไฟ” แล้ว ที่ผ่านมา ทรงศีลยังเป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Improvise การ์ตูน ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแจ๊ซ....
โดย...พับพ์กิ้น_พาย
ปัญหาเด็กเร่ร่อนนับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หลายคนมองว่าเด็กเหล่านี้ออกมาเร่ร่อนแล้วสร้างปัญหาให้กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการลักเล็กขโมยน้อย หรือปัญหาเรื่องของยาเสพติด แต่ “ทรงศีล ทิวสมบุญ” กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขากลับมองว่า เด็กเหล่านี้ไม่ได้ออกมาเร่ร่อน เพียงแต่พวกเขากำลังเดินทางเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่างในแบบของเขาเอง “ผมมองว่าอย่างน้อยๆ จุดหมายที่เด็กเร่ร่อนทุกคนมีก็คือ เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะไม่อยู่แล้วล่ะ เพราะการที่ต้องออกมาใช้ชีวิตตามลำพังลำบากจะตาย”
และจากการที่ทรงศีลมองเห็นปัญหาของเด็กเร่ร่อนที่เข้ามากระทบจิตใจของเขา การเดินทางของเด็กผู้ชายชื่อ ถั่วงอกและหัวไฟ กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Beansprout & Firehead in the Infinite Madness” หรือ “ถั่วงอกและหัวไฟ ในความบ้าคลั่งอันมิรู้สิ้นสุด” จึงเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับการเดินทางของทรงศีล
ทรงศีล เล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองสนใจงานวาดภาพมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่รักศิลปะด้วยกันทั้งคู่ เขาจึงได้รับอิทธิพลของการรักงานศิลปะมาด้วย และหลังเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทรงศีลได้ทำงานประจำอยู่ระยะหนึ่ง แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ จึงเบนเข็มมาทำงานวาดภาพประกอบให้กับนิตยสาร a day รวมทั้งพ็อกเกตบุ๊กหลายๆ เล่ม
“ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าอยากทำหนังสือของตัวเองบ้าง เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรสนุกไปกว่าการวาดภาพประกอบเรื่องที่ตัวเองเขียนเอง ก็เลยเริ่มเขียนหนังสือของตัวเอง เริ่มด้วยงาน ‘ถั่วงอกและหัวไฟ’ ก่อนนี่แหละ เป็นเรื่องราวของเด็กเร่ร่อนที่มากระทบใจ แต่ถ้าอยู่ดีๆ มาเขียนเล่าเรื่องเด็กเร่ร่อนน่าสงสารนะ อาจจะเสียคนได้นะ ผมว่าถ้ามาเล่าเรื่องแบบนี้หลายคนคงว่าน่าเบื่อ แต่ถ้าผมเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่คนอ่านได้อยู่กับเด็กเร่ร่อนไปจนถึงบทสุดท้าย ผมถึงค่อยถามว่าคุณคิดอย่างไรกับชีวิต เด็กเร่ร่อน ผมว่าเรื่องของเด็กเร่ร่อนอาจจะไปอยู่ในใจคนอ่านได้ดีกว่า”
ทรงศีลนำ ถั่วงอก หัวไฟ และบุบบิบ ตัวละครที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน และมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในการ์ด ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนของเขา มาชุบชีวิตอีกครั้ง ทรงศีลนำเอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง ขีดเส้นตรงกลาง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งให้เป็นถั่วงอก หลังจากนั้นเขาก็จะเขียนนิสัยของตัวเองด้านที่ค่อนข้างจะอ่อนแอ ขี้สงสาร ใจดี อ่อนโยน ขี้กลัว ลงไป ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นหัวไฟ ซึ่งเขาก็เขียนนิสัยอีกด้านที่ชอบความรุนแรง ชอบปืนลงไป และก็มีสุนัขเพิ่มเข้ามาอีกตัวหนึ่งเป็นตัวกลาง เพราะเขาชอบสุนัข ซึ่งก็คือ บุบบิบ นั่นเอง
หนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้า 2 คน คือ ถั่วงอกกับหัวไฟ ที่ผ่านพบมาเจอกันโดยบังเอิญ และทั้ง 2 คน รวมทั้งสุนัขที่ชื่อบุบบิบก็ร่วมผจญภัย และเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยกัน
เรื่องราวของถั่วงอกและหัวไฟตีพิมพ์ครั้งแรกภายใต้โครงการ Add (A Day Direct : โครงการเล็กๆ ของ a day ที่ต้องการจะพิมพ์หนังสือแปลกและดีในราคาย่อมเยา และไม่วางแผงขายตามร้านหนังสือทั่วไป) ซึ่งทรงศีลบอกว่า ตอนนั้นก็คงเหมือนกับทุกคนอยากได้เหรียญกล้าหาญกันมากกว่า เลยลองทำอะไรแปลกๆ ดูบ้าง โดยพิมพ์ในปริมาณที่น้อยและขายในราคาถูก ปรากฏว่าหนังสือหมดเร็วมาก จึงคิดว่าน่าจะพิมพ์เพิ่ม แต่จะพิมพ์ทั้งทีก็ต้องทำอะไรให้แตกต่างออกไป
“จากเดิมที่มีแค่ 5 บท ก็เขียนเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว” ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งนิยายและภาพประกอบ จะว่านิยาย ก็ไม่ใช่ การ์ตูนก็ไม่เชิง ซึ่งทรงศีลบอกว่า ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังสือเล่มนี้จะเรียกว่านวนิยาย หรือหนังสือการ์ตูนกันแน่
“นิยายหรือการ์ตูนก็พูดยาก เพราะตอนเขียนผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเขียนนิยายหรือการ์ตูนดี เพียงแค่คิดว่าการเล่าเรื่อง บางคนเขียนนิยายก็เล่าเรื่องแบบนิยายทั้งเล่ม บางคนเป็นนักเขียนการ์ตูน ก็เขียนการ์ตูนทั้งเล่ม แต่ว่าผมสนใจหลายอย่าง ก็พยายามจะใช้วิธีการที่เหมาะที่สุดกับเนื้อเรื่องตรงนั้น เช่น ตัวละครตะโกนออกมา ถ้าตะโกนเป็นตัวหนังสือ ผมเฉยๆ นะ แต่ถ้าวาดออกมาให้ตัวละครตะโกนใส่หน้าคนอ่าน ผมว่าเป็นการตะโกน มากกว่า แบบนั้นผมก็จะวาดการ์ตูน บางทีผมคิดว่า การเล่าแบบนิยายจะเหมาะกับหน้านั้นๆ มากกว่า ผมก็จะเขียนแบบนิยาย”
ส่วนเรื่องของลายเส้นในการวาดภาพประกอบเรื่อง ทรงศีล บอกว่า ก็เป็นลายเส้นที่เป็นสไตล์ของเขาเองมาตั้งแต่ดั้งเดิมนั่นแหละ เพียงแต่โดยนิสัยแล้วเขามัก จะมีการทดลองเพิ่มเติมอะไรลงอีกนิดๆ หน่อยๆ เสมอ เพราะเขาเป็นคนขี้เบื่อ ลายเส้นที่เห็นจึงเหมือนไม่มีวันสมบูรณ์แบบสักที “เวลาเขียนเรื่องหรือวาดรูป ผมไม่เคยคิดว่ามันสมบูรณ์แบบ เพราะถ้าสมบูรณ์มันอาจจะไม่สวยแล้วก็ได้ ไม่มีอะไรให้ค้นหาอีกต่อไป บางทีพยายามรักษาภาพร่างเอาไว้ในงานที่สมบูรณ์ด้วย เพราะไม่อยากให้สมบูรณ์จนไม่เหลือกลิ่นอายของที่มา”
นอกจากนั้น วิธีการเขียนของเขาก็ใช้วิธีการด้นเรื่องกันสดๆ เลยก็ว่าได้ คือเขียนไปตามเหตุการณ์ที่เข้ามา ในขณะนั้น “ตอนนี้ผมชักเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าถั่วงอก และหัวไฟมีตัวตนจริงๆ และเป็นส่วนหนึ่งของผมไปแล้ว เพราะบางทีก็รู้สึกว่าตัวเองคิดตามที่ถั่วงอกต้องการจะให้คิด เช่น ผมอาจจะมีพล็อตเรื่องคร่าวๆ เอาไว้ในหัวบ้างแล้ว แต่พอเขียนไปถึงตรงนั้นจริงๆ กลับรู้สึกว่าไม่ใช่หรอก ถั่วงอกไม่น่าจะทำแบบนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน ด้วยความรู้ว่าเขามีตัวตนของเขาแล้ว ผมจะไปฝืนอะไรมากก็ไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ตัวละครของผมจะมีความเป็น มนุษย์ค่อนข้างสูง แต่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และการทำงานครั้งนี้ ผมเองก็สนุกไปด้วย เหมือนผจญภัย ไปกับเขาด้วย เหมือนผมเติบโตไปพร้อมๆ กับตัวละคร เช่น บทแรกที่เขียนสำนวนอาจจะดูซื่อๆ โง่ๆ ตรงๆ พอหลังๆ ก็ยังโง่อยู่ แต่ก็ฉลาดขึ้นทีละนิดๆ วิธีนี้ทำให้ตัวละครดูจริงใจ เป็นตัวผู้เขียนเอง ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่นมากนัก”
ส่วนตอนจบก็เช่นเดียวกัน ทรงศีลไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะออกมาอย่างไร เพราะยังไม่ได้คิดเอาไว้ แต่ก็มีคำตอบในใจบ้างว่าทั้งถั่วงอกและหัวไฟน่าจะเจอกับอะไรบ้าง เพราะหลังจากวันนี้เขาต้องเติบโตขึ้น ความคิดบางอย่างก็จะเปลี่ยนไป และแน่นอนว่าถ้าความคิดเขาเปลี่ยนไป ถั่วงอกและหัวไฟก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะทั้ง 2 คนเป็นส่วนหนึ่งของทรงศีลไปเสียแล้ว
“ก็คงเหมือนกับชีวิตจริงที่ไม่รู้ว่าอีก 5 นาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แค่รู้คร่าวๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องผ่านพ้นวันนั้นไปให้ได้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพราะอย่างนั้นผมจึงไม่กลัวว่าตอนจบของเรื่องจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะตอนจบอาจจะมีเป็นร้อยๆ แบบก็ได้ ถ้าให้ผมเขียนเรื่องเดิมอีกครั้ง”
ส่วนในหนังสือ “ถั่วงอกและหัวไฟ” เล่ม 2 นั้น ทรงศีล บอกว่า น่าจะมีคำตอบให้กับหลายๆ คำถาม ที่หลายคนสงสัยในเล่มแรก แต่คงต้องรอไปสักพักหนึ่งก่อน เพราะตอนนี้เขากำลังเขียนงานอีกเล่มหนึ่งอยู่ ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับจุดอับในชีวิต โดยผ่าน มุมมองแบบเอเชียน โดยที่ทุกเรื่องจะมีความเชื่อมโยง กันหมด
นอกจากเรื่อง “ถั่วงอกและหัวไฟ” แล้ว ที่ผ่านมา ทรงศีลยังเป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Improvise การ์ตูน ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแจ๊ซ ตอนนี้เขาก็ยังคงวาดภาพประกอบให้ a day อยู่ ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และทำงานประจำทางด้านการ ออกแบบ
วันนี้การเดินทางบนถนนการสร้างสรรค์วรรณกรรมและการ์ตูนของ ทรงศีล ทิวสมบุญ ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด







