posttoday
สาเหตุ คือ พวกเรา

สาเหตุ คือ พวกเรา

08 มกราคม 2554

....ภาสกร พุทธิชีวิน

 

 

มีคนบอกว่าเหตุการณ์ภัยธรรมชาติทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี 2553 ทำให้เหตุการณ์ในอดีตช่วง 100 ปีที่ผ่านมา หมดความหมายไปอย่างสิ้นเชิง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุการณ์ในปี 2553 รุนแรงแบบสุดๆ และโดนเล่นงานกันถ้วนหน้าทุกภูมิภาคของโลก

มีทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุหิมะ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น น้ำท่วมครั้งใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่า และทอร์นาโด เรียกได้ว่าในปีที่ผ่านมานั้น สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประมาณค่าไม่ได้เอาเสียเลยครับ

อย่างไรก็ตาม หลังโศกนาฏกรรมหลากหลายภัยพิบัติ ก็เป็นเรื่องที่น่านำมาคิดเทียบเคียงกัน อย่างเช่นแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ ขนาด 7 ริกเตอร์ คร่าชีวิตผู้คนไปราว 2 แสนคน และส่งผลให้คนไร้ที่อยู่อาศัยนับล้านครอบครัว แต่ก็น่าแปลกใจที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกับเฮติ ที่เกิดขึ้นที่นิวซีแลนด์ กลับไม่มีคนตาย และสร้างความเสียหายน้อยมาก

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ฝนตกหนักในประเทศไทย ทำให้น้ำท่วมหนักที่ภาคใต้ บางอำเภอความสูงของน้ำ 23 เมตร ความเสียหายเป็นแสนล้าน แต่ก็น่าแปลกใจอีกเช่นกัน ที่ปริมาณน้ำฝนที่โหมกระหน่ำภาคใต้ ได้เข้ากระหน่ำในประเทศมาเลเซียเหมือนกัน แต่น้ำกลับไม่ท่วมเหมือนที่บ้านเรา

ขณะที่ปากีสถานเกิดน้ำท่วมหนักกินพื้นที่เกือบทั่วประเทศเช่นเดียวกับเมืองไทย แต่มีผู้เสียชีวิตนับพันคน และคนปากีสถานเดือดร้อนจากเหตุการณ์นี้ถึงเกือบ 20 ล้านคน

ลองไล่ดูภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2553 นะครับ และลองมาดูว่าภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นจากสิ่งใดที่เป็นสาเหตุหลัก เริ่มจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นขนาดเกือบๆ 50 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้หลายสิบคน ถือเป็นไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 1 แสนปีเลยทีเดียว คลื่นความร้อนนี้ยังแผ่ขยายไปอีก 18 ประเทศ

ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งไอย์ยาฟยัลลาโยกูล ในประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งสงบนิ่งมานาน 200 ปี พ่นเถ้าถ่านมหาศาล ยุโรปเกือบทั้งทวีปมืดมิด สายการบินต้องงดเที่ยวบินกันทุกสายการบิน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดแผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย ขนาด 7.7 ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ มีคนตายหลายร้อยคน และนอกจากเกิดคลื่นสึนามิแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำให้ภูเขาไฟเมอราปีระเบิดในวันถัดมา คนหลายแสนคนเดือดร้อนจากสองเหตุการณ์นี้

ส่วนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ต้องพบเจอกับซูเปอร์ไต้ฝุ่นเมกี ที่มีความรุนแรงที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไต้ฝุ่นทั่วโลก แรงของพายุได้พัดถล่มอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่การเกษตรในฟิลิปปินส์พังพินาศ และคนเสียชีวิตหลายสิบคน

ส่วนที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และหลายประเทศในยุโรป ก็ต้องเจอพายุหิมะถล่มอย่างหนัก เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบ 100 ปี และเชื่อได้เลยว่าพายุหิมะถล่มอังกฤษก็ส่งผลกระทบคนไทยอย่างมากเหมือนกัน เพราะนอกจากส่งผลต่อการจราจรทางอากาศแล้ว ยังทำให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องเลื่อนเตะออกไปหลายนัดเลยทีเดียว

ส่วนที่ประเทศออสเตรเลียต่อเนื่องข้ามมายังปีใหม่ก็ยังต้องเจอกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก และหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี

บริษัทประกันภัยระดับโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติใรรอบปี 2553 จากเดือน ม.ค.พ.ย. พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติเกือบๆ 3 แสนคน ในขณะที่ปี 2552 มีคนเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติเพียง 1.5 หมื่นคนเท่านั้น

ส่วนความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดเป็นเงินประมาณ 2.22 แสนเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6.6 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับงบประมาณประเทศไทยถึง 3 ปีครับ

คำถามมีอยู่ว่า จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มนุษย์ได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง และเหตุการณ์ความรุนแรงของธรรมชาติที่ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกๆ ปี ทำให้พวกเราในฐานะมนุษย์เดินดินตระหนักอะไรบ้างหรือไม่?

พวกเราพอจะสรุปได้หรือไม่ว่า ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหนก็ตาม เพื่อสร้างระบบการเตือนภัยที่ทันสมัยอย่างยิ่ง และทำให้เราพอมีเวลาในการยื้อความตายจากภัยพิบัติออกไปได้ แต่เราก็ไม่มีวันที่จะหยุดยั้งพลังการทำลายล้างจากภัยพิบัติใดๆ ได้เลย ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามนุษย์เป็นฝ่ายตั้งรับต่อภัยพิบัติมาโดยตลอด

เราเคยตั้งคำถามกันบ้างหรือไม่ว่าเหตุใดภัยพิบัติต่างๆ จึงรุนแรงขึ้น หรือวันโลกาวินาศจะมาเร็วกว่าที่เราคาดไว้ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดครับ

หลายคนเริ่มได้ข้อสรุปว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและทั่วโลก ไม่ต้องโทษสิ่งใดๆ เลย แต่ต้องกลับมาโทษตัวเราเอง ก็คือมนุษย์นี่แหละที่ทำให้โลกเป็นเช่นนี้ เพราะด้วยน้ำมือมนุษย์ ทำให้ป่าไม้หมดหายไปอย่างรวดเร็วเกือบทั้งโลก ด้วยกระบวนการคิดเชิงอุตสาหกรรม เพื่อการค้าผลกำไรของทุกประเทศ จึงทำให้สิ่งแวดล้อมพังพินาศ

พร้อมจะยอมรับหรือยังครับว่า โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เสียสมดุลไปแล้ว และพร้อมหรือยังที่เราจะมาขบคิดกันว่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งความหายนะของโลกใบนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ