posttoday
ชายผู้อยู่เบื้องหลัง ‘ดิ เอทัส’ สุรเชษฐ วรวงศ์วสุ

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง ‘ดิ เอทัส’ สุรเชษฐ วรวงศ์วสุ

08 มกราคม 2554

เรื่องและภาพ / ร้อยตะวันพันดาว

 

หนุ่มมาดนุ่มที่พกพาเสน่ห์อยู่ในทุกคำพูดคนนี้ เป็นผู้กุมบังเหียนของ “ดิ เอทัส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์” ที่มีดิ เอทัส บางกอก ดิ เอทัส เรสซิเดนซ์ ในซอยร่วมฤดี และน้องใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปิดในไตรมาสแรกของปีนี้ คือ ดิ เอทัส ลุมพินี...สุรเชษฐ วรวงศ์วสุ ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่จะมาแชร์ไอเดียในธุรกิจโรงแรม ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่ากรุงเทพฯ เป็นเค้กก้อนโตที่ทุกโรงแรมทั่วโลกต้องการเข้ามาปันส่วนแบ่งในตลาด ปีนี้เราคงได้เห็นอีกหลายพร็อพเพอร์ตีจากหลายแบรนด์เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “เชน” จากเมืองนอกทั้งสิ้น

มันอาจจะยากสำหรับแบรนด์ไทยแท้ที่ต้องขึ้นชกกับมวยอาชีพอย่างเชน แต่ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้ เพราะประตูแห่งโอกาสไม่เคยปิดตายสำหรับคนที่ไม่คิดยอมแพ้...อยู่แล้ว

ทำไมถึงอยากทำธุรกิจโรงแรม?

แรกเริ่มเลยอาจเป็นความฝันคุณพ่อ อยากเป็นเจ้าของโรงแรมย่อมๆ เล็กๆ บังเอิญโชคดีได้จับจองที่ดินอาจใหญ่กว่าวางแผนไว้แต่แรก ก็ใช้ให้เต็มที่เลยใหญ่กว่าที่คาด นับว่าเราเป็นโรงแรมขนาดกลางๆ ในกรุงเทพฯ เอง ผมยังมีความเชื่อว่าไทยยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวหลายๆ ชาติอยู่ จริงๆ แล้วยังมีที่ว่างที่จะเติบโตไปด้วยกันได้ แม้จะมีโอเปอเรเตอร์เข้ามาบริหารโรงแรมจำนวนมากขึ้น คือจริงๆ มันก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในบ้านเราอยู่

คิดทำโรงแรมไทยแท้ๆ ไม่ง้อฝรั่ง?

จริงๆ แล้วเรื่องใช้เชนนั้นเราก็คิดนะ ซึ่งจะใช้ไม่ใช้มันมีข้อดีข้อเสียเพื่อเลือกว่าจะใช้หรือไม่ ใช้เชนไหน มีหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งจุดเด่นของการใช้เชนคือการรีเทิร์นในแง่การลงทุน มันจะเร็วกว่า เพราะการที่คุณสร้างโรงแรมขึ้นมาแล้วบริหารเอง มันจะใช้เวลานานหน่อย แต่พอเข้าเชนแล้ว คุณมีชื่ออยู่แล้ว สามารถกระโดดเข้าไปเกาะเน็ตเวิร์กการขายของเขาได้เลย ซึ่งเชนนี่เขาก็จะมีสแตนดาร์ดของเขาอยู่แล้ว และทำให้นักท่องเที่ยวรู้เลยว่าถ้ามาพักกับเชนนี้แล้ว เขาจะเจออะไรบ้าง ในแง่ของมาร์เก็ตติงถือว่าไปได้เร็วกว่า รวมถึงเรื่องสแตนดาร์ดต่างๆ มีแบบแผน คือ คู่มือเขาบอกมาเลยว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง แต่ขณะเดียวกันปัจจุบันผมเชื่อว่ามันมีโอกาสสำหรับโรงแรมเล็กๆ ที่สามารถโตขึ้นมาได้ ไม่ว่าเป็นปัจจัยเสริมในเรื่องการเดินทางของคนทั่วไปที่มีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเรามีโลว์คอสต์แอร์ไลน์เข้ามา ส่งเสริมนักเดินทางกลุ่มใหม่ที่ใช้จ่ายน้อยกว่าเดิมออกมาเดินทางมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นโรงแรมเขาก็อยากหาความแปลกใหม่ ไปคุยกับเพื่อนเขาได้ เพราะเรามีเรื่องอินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญช่วยให้โรงแรมเล็กๆ เป็นที่รู้จักขึ้นมาได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นโอกาสของโรงแรมที่ไม่ใช่เชนนะ และผมเชื่อว่าอยากให้ทุกคนได้สัมผัสความเป็นไทยจริงๆ เราอยากสร้างแบรนด์ของเราขึ้นมา

มองเห็นความท้าทายในธุรกิจโรงแรม?

คือผมอาจไม่มีแบ็กกราวด์ด้านโรงแรมเลย จบทางด้านการเงินมา ประสบการณ์ผมก็ไม่ได้มากจากการเป็นแขกของโรงแรมทั่วไป ซึ่งจากที่ผมได้อ่านมา เรียนรู้และศึกษาด้วยตัวเอง ผมว่าธุรกิจโรงแรมมันน่าสนใจ มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ว่าอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อคุณขายเซอร์วิสนั่นแปลว่าคุณดิวกับผู้คน นั่นก็นำมาสู่ดีเทลต่างๆ นานา ความจุกจิก เป็นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ทั้งนั้น เพราะเราต้องไปเจอความต้องการหลากหลายของแขก และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่ถือเป็นเรื่องท้าทาย ทีแรกดูว่าโรงแรมจะเหมือนเดิมทุกวันหรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่ ผมคุยกับเพื่อนพนักงานเราเอง น้องๆ รุ่นซีเนียร์ รู้สึกว่าเขาท้าทาย สนุกกับการได้พบปะผู้คน ผมว่ามันท้าทายในหลายเรื่อง รวมถึงการมองเทรนด์ในอนาคต

6 เดือนของดิ เอทัส บางกอก?

ผมว่าเราไปได้ดี และต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่มีความตั้งใจจริง ทำให้เปอร์เซ็นต์การเข้าพักของเราไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ สำหรับที่นี่ผมว่าเรากำลังเดินไปสู่จุดที่เราอยากให้เป็นนะ แต่มันต้องใช้เวลา และเป้าหมายของเราคือเราอยากยกระดับบุคลากรคนไทยในอุตสาหกรรมโรงแรม และโรงแรมของเราไม่ได้มุ่งหวังเป็นโรงแรมบูติก ผมอยากให้เราเป็นโรงแรมที่มีความร่วมสมัยซึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่ได้นาน ซึ่งผมเองชอบเที่ยวต่างประเทศ และที่หนึ่งที่ประทับใจคือญี่ปุ่น เพราะมาตรฐานบริการของเขาสูงมาก ในขณะที่ตัวฮาร์ดแวร์เอง การตกแต่งแนวดีไซน์จ๋าเขาไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ ผมมองว่ามันเป็นโรงแรมที่มีเท่าที่จำเป็นเท่านั้นสำหรับแขก มีทุกเรื่องพื้นฐานที่ลูกค้าต้องการ ความปลอดภัย การบริการที่ดีซึ่งเป็นอะไรหลักๆ ที่โรงแรมต้องให้ลูกค้า ญี่ปุ่นเขามีเท่าที่จำเป็นจริงๆ ผมเองก็อยากให้เป็นแบบนี้ ตอบสนองต่อทุกกลุ่ม รวมถึงนักธุรกิจ ซึ่งเราก็ไม่ใช่โรงแรมน่าเบื่อ เพราะมีลุคบางมุมที่คล้ายโรงแรมดีไซน์

ตอนนี้เรามีดิ เอทัส บางกอก และมีเรสสิเดนซ์ให้บริการลูกค้าระยะยาว มีบรรยากาศของความเป็นบ้านมากกว่าเดิม และเราจะเปิดดิ เอทัส ลุมพินี ซึ่งเน้นตลาดสูงขึ้น ซึ่งจะมีความแตกต่างจากที่นี่ (ดิ เอทัส บางกอก) ดูเรียบมากขึ้น อาจไม่มีสีสันเหมือนที่นี่

กังวลไหมกับการแข่งขันในกรุงเทพฯ?

จริงๆ ผมอยากมองที่โลเกชันก่อน โรงแรมที่จะขึ้นมาตอนนี้ ผมคิดว่าความได้เปรียบหรือปัจจัยที่เป็นตัวเลือกของลูกค้าคือโลเกชัน ซึ่งผมว่ายังสำคัญมากนะสำหรับนักเดินทางทุกระดับ แล้วเวลาของนักท่องเที่ยวเป็นเงินเป็นทอง ขนาดผมไปเที่ยวที่ไหนยังรู้สึกว่าเวลามีค่ามากๆ โลเกชันจะช่วยได้มากทีเดียว

มีวิธีคิดบริหารงานอย่างไร?

หลักของผมมีอยู่ 2 หลักด้วยกัน 1.ผมถูกสอนมาเสมอว่า เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกค้า เราต้องดูแลเขาเหมือนกับว่าเวลาเขาสำคัญ แล้วเวลาของพนักงานที่มาอยู่ที่นี่ เราอาจไม่ได้ทำงานด้วยกันตลอดไปก็ตาม ผมอยากให้ทุกคนได้ใช้เวลาอย่างมีค่าที่สุดเพื่อความสำเร็จของตัวเขาเอง ส่วนอีกเรื่องคือการบริการที่จริงใจโดยบุคลากรที่จริงใจ ผมยึดหลักว่าพนักงานต้องมีความจริงใจต่อตัวเขาเอง จริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน เคารพความคิดเห็นไม่ตรงกัน และปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความจริงใจ ผมเชื่อว่าธุรกิจที่เป็นเซอร์วิสมันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ