posttoday
ขำๆ แต่ทำเงิน

ขำๆ แต่ทำเงิน

29 ธันวาคม 2553

 

 

...หนูดี-วานิษา เรซ

ของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนหลายๆ คนของหนูดีปีนี้ เป็นตะกร้าเห็ดใส่เห็ดเก็บสดใหม่จากฟาร์มเห็ดเล็กๆ ของหนูดีเอง มีทั้งเห็ดยานางิ เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และที่เป็นหวานใจของหนูดีและใครๆ อีกหลายคน เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน คือ เห็ดนางนวลชมพู เป็นเห็ดดอกใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือ และเป็นสีชมพูสดเกือบจะช็อกกิงพิงก์ เวลาหิ้วใส่ตะกร้าไปให้ใครก็จะได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดเสมอเพราะเป็นเห็ดประหลาด คนไม่ค่อยปลูกกัน

โรงเห็ดเป็นงานอดิเรกขำๆ ของหนูดี ที่เริ่มต้นมาจากการที่เราค่อยๆ แปลงที่ดินเปล่าหลังโรงเรียนวนิษาให้เป็นแปลงผักไร้สารพิษ ทำไปพับไปค่ะ เล่าแบบไม่อายเลย เพราะเราไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อน ปลูกไปแล้วต้นตายโดยไร้สาเหตุบ้าง (จริงๆ คงมีสาเหตุค่ะ แต่มือใหม่อย่างเราวิเคราะห์ไม่เป็นเอง) ปลูกไปแล้วแมลงลงบ้าง ปลูกไปโดนน้ำท่วมตายบ้าง แต่การเริ่มต้นมาในเส้นทางนี้ ก็ทำให้หนูดีสนุกสนานมาก แม้ทำไปล้มไปก็ไม่มีปัญหา เพราะถือว่านี่ไม่ใช่งานประจำ แต่เป็นงานอดิเรก พลาดก็ไม่เสียหายอะไร และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต หนูดีรักการเพาะปลูกผักสำหรับให้คนเมืองรับประทานเองมาก ถึงขั้นที่หนังสือเล่มใหม่ “Brain Power คู่มือสมองดี” ที่เป็นออร์แกไนเซอร์สำหรับใช้ตลอดปีนั้น หนูดียกภารกิจพัฒนาสมองในเดือนที่ 10 ต.ค. เป็นเรื่องราวของการปลูกผักในภารกิจ “คนเมืองยุคใหม่ ปลูกผักไว้กินเอง” อีกด้วย

หลังจากปลูกผักไปสักพัก เริ่มได้ผลผลิตมากขึ้นเป็นกอบเป็นกำ หนูดีก็เริ่มต้นเป็นสมาชิกนิตยสารแนวเกษตร ซึ่งก่อนหน้านี้หนังสือเหล่านี้ไม่มีที่อยู่บนชั้นหนังสือของหนูดีเลย ทั้ง “เกษตรกรรมธรรมชาติ” และ “เคหะการเกษตร” แต่ทุกวันนี้พวกเขาจับจองพื้นที่แบบสง่าผ่าเผยมาก มีเป็นสิบๆ เล่ม รวมทั้งพ็อกเกตบุ๊กแนวออร์แกนิก การ์เดนนิง ทำสวนไร้สาร และเกษตรคนเมือง คือปลูกในสวนหลังบ้าน ปลูกบนดาดฟ้า ปลูกในกระถาง เมื่ออ่านหนังสือแนวปลูกผักก็มักจะได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการเพาะเห็ด ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ก็ขนาดปลูกผักยังตาย แล้วเห็ดจะไปเหลืออะไร

แต่พอเริ่มอ่านชักเข้าท่า หนูดีเริ่มคิดกับตัวเองว่า ลองไปเรียนรู้ดูก็ไม่เห็นเสียหายอะไร พอลองติดต่อไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขามีเปิดสอนพอดี 5 วันเต็ม สมัครเลยค่ะ เคลียร์งานทั้งหมดแล้วไปนั่งเรียน ที่ขำก็คือ อาจารย์มักจะทักทายลูกศิษย์ตอนเช้าว่า “สวัสดี เพื่อนๆ เกษตรกรทุกท่าน” ซึ่งแม่เอามาแซวหนูดีเสมอว่า เดี๋ยวนี้กลายเป็นเกษตรกรไปแล้วหรือคะ อย่างไรก็ตาม การเรียน 5 วันนั้นเป็นการเปิดโลกใหม่อีกใบให้หนูดี และการไปดูงานฟาร์มเห็ดก็ทำให้หนูดีเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา เพราะถ้าเราได้รับประทานเห็ดเก็บสดใหม่จากสวนเราเอง ก็จะปลอดภัยกว่าเห็ดที่เก็บมาแล้วไปค้างอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ วันแน่

1 ปีผ่านไป ฟาร์มเห็ดของหนูดีเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างและเริ่มเปิดดอกเพื่อเก็บเห็ดบริโภคในปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเด็กๆ มาก น้องอนุบาลตัวเล็กๆ ได้เดินชมธรรมชาติในสวนผักและแวะเยี่ยมชมโรงเห็ดทุกเช้า พี่ๆ ประถมปลายได้รับหน้าที่ใหม่เป็น “พนักงานโรงเห็ด” ทำหน้าที่ดูแลเห็ดกลุ่มละ 1 ประเภท ทำความสะอาดก้อน ตรวจดูโรคเห็ด เคลื่อนย้ายก้อนออกจากโรงไปจุดพักก้อนหากว่าก้อนเห็ดนั้นติดเชื้อ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่ามากสำหรับเด็กๆ พวกเขาไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้านทุกวันว่า เรามีเห็ดกินเองจากโรงเห็ดของโรงเรียนแล้ว

แต่ที่หนูดีไม่คาดหมายเลยก็คือ เนื่องจากเรามีก้อนเห็ดถึง 2,000 ก้อนในโรงเรือนขนาดเล็กแค่ 5 คูณ 8 เมตรเท่านั้น แต่ว่าผลผลิตเห็ดทั้ง 5 อย่าง ทยอยออกมาเรื่อยๆ พวกเขาโตทุกๆ 3 ชั่วโมง ถ้าไม่เก็บออกมา ปล่อยทิ้งไว้ พวกเขาก็จะพากันแก่ และพอแก่เขาก็จะปล่อยสปอร์ลอยว่อนอยู่ในโรง แม้ไม่เป็นอันตรายกับคนทั่วไป แต่ไม่ดีเท่าไรสำหรับคนแพ้เกสรดอกไม้ จะทำให้ฮัดเช้ยได้หากเดินเข้าโรง ดังนั้นเห็ดของเราจึงต้องคอยเก็บกันเรื่อยๆ บางครั้งเก็บรอบเช้าไปแล้วหนึ่งรอบ พอตอนบ่ายๆ เห็ดเริ่มมีอายุกินได้ ก็ต้องเก็บอีกรอบหนึ่ง เรียกว่าวันหนึ่งๆ มีผลผลิตถึงกว่า 10 กิโลกรัม

เอาละสิคะ งานอดิเรกของหนูดีที่คิดว่าจะปลูกโรงเห็ด เด็กๆ จะได้มีเห็ดสดๆ กินกัน กลับกลายเป็นว่า กินก็แล้ว แจกก็แล้ว เห็ดเราก็ยังเหลือค่ะ แปรรูปก็ยังไม่เป็นหนูดีก็ตัดสินใจขายก็แล้วกัน แล้วก็เลยเพิ่งเข้าใจที่เขาบอกว่า ปลูกเห็ดนั้นเป็นเงินเก็บ เพราะว่าปลูกมาเพียงเดือนเศษ หนูดีขายบ้าง กินกันทั้งโรงเรียนบ้าง เรายังเก็บเงินค่าขายเห็ดได้เป็นกอบเป็นกำ แทบว่าจะคุ้มค่าก้อนเชื้อเห็ดแล้วด้วยซ้ำ (ไม่นับค่าโรงเรือน ซึ่งไม่แพงเลย เพราะใช้โครงไม้ไผ่และมุงแฝก)

เป็นเกษตรกรนี้ไม่เลวเลยนะคะ พออ่านข่าวยังพบว่าคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยปีที่แล้วก็ยังเป็นเกษตรกรอีกด้วย (ใช่ค่ะ เขาขายไก่ ขายหมู และขายเมล็ดพันธุ์ แม้แม่หนูดีจะเถียงว่าเขาคงไม่ได้จับดินมาหลายสิบปีแล้ว แต่หนูดีก็คิดว่าสาระสำคัญของอาชีพเขาก็คือ เกษตรกรนั่นเอง) เพียงแต่เราต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยเราเท่านั้น

พอเล่าไปบ้าง เอาภาพลงแฟนเพจบ้าง ก็มีคนสนใจอยากเป็นเกษตรกรสมัครเล่นกันหลายคน หนูดีเลยไปจีบอาจารย์ที่หนูดีเรียนด้วย มาทำเป็นคอร์สเพาะเห็ดรับประทานเล่นหรือเป็นอาชีพ (ถึงตั้งใจเพาะรับประทานเล่น แต่ถ้ามันเหลือจริงๆ ต้องขาย ก็คงนับเป็นอาชีพได้มั้งคะ) เสียเลย สอนกันสั้นๆ แค่ 12 วัน เราจะเรียนกัน 19 ม.ค. 2554 และ 23 ก.พ. 2554 ค่ะ ถ้าใครสนใจอยากอินเทรนด์ “คนเมืองปลูกผัก” อีเมลมาถามข้อมูลได้ที่ [email protected] และแม้ไม่มีที่ดิน แต่เราก็จะสอนปลูกเห็ดในสุ่มและลงแปลงดินค่ะ ใครยังคิดงานอดิเรกปีหน้าไม่ออก ลองปลูกเห็ดเล่นๆ ขำๆ ดูกันไหมคะ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ