posttoday
ซันเซต...ซันไรส์

ซันเซต...ซันไรส์

19 ธันวาคม 2553

ธุรกิจพืชผักปลอดสารพิษนั้นน่าจะเป็น “อุตสาหกรรมซันไรส์” ของประเทศไทย เพียงแต่เกษตรกรจะต้องละเอียดลออในการปลูกมากขึ้น...

ธุรกิจพืชผักปลอดสารพิษนั้นน่าจะเป็น “อุตสาหกรรมซันไรส์” ของประเทศไทย เพียงแต่เกษตรกรจะต้องละเอียดลออในการปลูกมากขึ้น...

โดย...ปราฎา เหมทิวากร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข ได้ออกกฎหมายบังคับ จำกัด และปิดกั้น มิให้การบริโภคบุหรี่ขยายตัวได้อย่างสะดวก

ตัวเลขที่ผมทราบจากโรงงานยาสูบ ผู้ผูกขาดการผลิตบุหรี่ในประเทศไทยก็คือ อัตราการบริโภคของคนไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ไม่ได้วูบวาบเหมือนที่อยากเห็น

ก็คงเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับคนที่ห่วงใยในสุขภาวะและคุณภาพชีวิต...

แต่ถ้าเปิดใจมองกันอีกด้านหนึ่ง จะพบว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับบุหรี่ในบ้านเรานั้นไม่ใช่ยักษ์มาร หากได้สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรนับหมื่น นับแสนครอบครัวเหมือนกัน

ผมเคยคุยกับผู้ปลูกใบยาสูบใน จ.สุโขทัย เขาบอกว่า การปลูกใบยาเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่ชาวบ้าน เพราะมีบริษัทส่งออกและโรงงานยาสูบมารับซื้อแบบเหมาหมด

ซันเซต...ซันไรส์

ตัวเลขที่คำนวณออกมาพบว่า กำไรต่อไร่ของพืชยาสูบสูงถึง 4,438 บาท ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ 1,006.61 บาท และข้าวเปลือกนาปี เกษตรกรยังขาดทุนไร่ละ 67 บาท

ชาวบ้านบอกว่า เขาไม่ได้มีความสุขหรอกที่เห็นคนสูบบุหรี่อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ต้องการให้สูบแบบระมัดระวังและพอเหมาะพอดีกับตัวเองมากกว่า

ปัจจุบันในภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศเรามีพื้นที่ปลูกใบยาสูบหลักๆ คือ พันธุ์เบอร์เลย์ เวอร์ยิเนีย และเตอร์กิช ซึ่งเป็นสูตรผสมสำคัญให้กับบุหรี่รสชาติอเมริกัน

ผมได้คุยกับ คุณวิง ไฟ ชุง ผู้จัดการบริษัท อดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้คร่ำหวอดอยู่กับการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกยาสูบในประเทศไทยมาถึง 40 ปี เรียกได้ว่าบุกเบิกทำธุรกิจนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ

นอกจากเรื่องส่งเสริมการเพาะปลูกให้กับชาวบ้านแล้ว บริษัท อดัมส์ฯ ยังได้มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยาสูบ อยู่ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

คุณวิง บอกว่า ตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อมาบุกเบิกการปลูกในเมืองไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน ก็ทราบดีว่าอุตสาหกรรมนี้ “ซันเซต” ไม่มีทางขยายตัวไปได้มาก

“เราได้แนะนำชาวบ้านตลอดว่า เมื่อปลูกใบยาสูบแล้วก็หาอาชีพเสริมอื่นๆด้วย ซึ่งทางบริษัทก็ช่วยเหลือ ด้วยการวิจัยไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ผสม ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้” คุณวิง บอก

ปัจจุบันบริษัทมีเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายขายผลผลิตให้อดัมส์ฯ กว่า 1.6 หมื่นคน จากในอดีตพุ่งขึ้นไปสูงสุด 4 หมื่นคน

โดยพันธุ์ใบยาที่อดัมส์ฯ ส่งเสริมอยู่คือพันธุ์เตอร์กิช ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนผสมของบุหรี่รสชาติอเมริกัน ขณะผลผลิตที่ได้ทางบริษัทส่งออกไปต่างประเทศ

ชาวบ้านส่วนใหญ่ในภาคเหนือและอีสานได้สั่งสมประสบการณ์ และเทคนิคในการปลูกจนได้ใบยาที่มีคุณภาพ

โดยฤดูกาลซื้อผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณเดือน ก.พ.ของทุกปี...

ผมเองมองว่า จริงๆ แล้วกระบวนการปลูก ขาย ไปจนถึงการมวนบุหรี่นั้น มีเรื่องของศิลปะและความชำชิชำนาญที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้
อย่างอาชีพนักดมใบยาที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการเลือกวัตถุดิบ ว่าอย่างไหนควรจะนำมาผสมจนได้รสกลมกล่อม หรืออย่างไหนที่ไม่ได้คุณภาพ

ถ้าคุณไปภาคเหนือในช่วงเดือน ก.พ. จะเห็นเกษตรกรนำใบยามาวางเรียงราย เพื่อให้บรรดานักปรุงรสได้เลือกสัมผัส ก่อนจะตีราคาและรับซื้อ

แต่กระบวนการเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่ให้สาธารณชนได้เห็นหรอกครับ เพราะสื่อเองก็ไม่กล้า กลัวถูกตีตราว่าไปส่งเสริมอะไรไม่เข้าท่า ซึ่งเรื่องแบบนี้มันต่างคนต่างความคิด

ปัจจุบันวงจรการผลิตใบยาจึงเป็นไป เดินไป อย่างเงียบๆ เหมือนยักษ์ที่หลับใหล รอเวลาอาทิตย์อัสดงเหมือนที่คุณวิงบอก

เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ถูกจับจ้องจากสาธารณสุขไทยเท่านั้น แต่ยังมีองค์การระหว่างประเทศที่เข้ามาสนับสนุนให้ลดพื้นที่เพาะปลูกใบยาสูบ

ล่าสุด องค์การอนามัยโลก ได้จับมือกับสมาชิกกว่า 100 ประเทศ ออกกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ซึ่งประเด็นที่เป็นปัญหากับประเทศไทยมากคือการบังคับใช้มาตรา 9 และ มาตรา 10

กำหนดว่า “ห้ามเติมสารปรุงแต่งในบุหรี่” ไม่ว่าจะเป็นพวกสารให้ความหวาน สารปรุงกลิ่น รส สารแต่งสี และต้องให้แจ้งส่วนผสมทั้งหมดแก่ภาครัฐ

ที่บอกว่าเป็นปัญหา ก็เพราะหากกระทรวงสาธารณสุขไทยรับลูกออกกฎหมายบังคับตาม อนุสัญญานี้เมื่อไหร่ การผลิตบุหรี่รสชาติอเมริกันในไทย รวมถึงอีกหลายร้อยประเทศที่ยอมรับอนุสัญญาฯ นี้จะผลิตไม่ได้เลย

เพราะบุหรี่รสชาติอเมริกันไม่ใช่แค่ใช้ใบยาพันธุ์เวอร์ยิเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิชแล้วก็จบกัน แต่ระหว่างกระบวนการผลิตจะต้องเติมสารให้ความหวานเข้าไปด้วย

เมื่อถูกบังคับให้ต้องยกเลิกส่วนผสมนี้ลงไป บุหรี่ก็จะไม่มีรสชาติอเมริกันอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคย

ผลที่ตามมาจะเป็นยังไงหรือครับ...

หนึ่งคือโรงงานยาสูบไทยอาจต้องปิดตัวเองไปเลย เพราะปัจจุบันผลิตยาสูบรสชาติอเมริกันคิดเป็น 99% ของการผลิตทั้งหมด

ผลต่อมาก็คือ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาส่งเสริมการปลูกใบยาในประเทศไทยก็ต้องยกเลิกการรับซื้อ และส่งเสริมการปลูกใบยาทั้งหมดในภาคเหนือและภาคอีสาน

สุดท้ายผลกระทบก็ลงไประดับครัวเรือน คือ เกษตรกรกว่า 2 แสนคน ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนี้มา 30-40 ปี จะต้องหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ปีในการปรับตัว

ในส่วนของบริษัท อดัมส์ฯ นั้น คุณวิง บอกว่า ก็เตรียมตัวรับมือในเรื่องนี้เหมือนกัน โดยบริษัทได้ทำหนังสือไปแจ้งถึงความเดือดเนื้อร้อนใจกับทางกระทรวงการคลังไปแล้ว

ในส่วนของการปรับตัวก็เริ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชผักที่ไม่ใช้สารพิษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในรูปของ “ผักออร์แกนิก” พร้อมเปิดเอาต์เล็ตทดลองโชว์ขายสินค้าที่ซอยศาลาแดง ถนนสีลม

โดย คุณอิวาน ไฟ ชุง ลูกชายผู้สืบทอดกิจการด้านนี้จากพ่อ บอกว่า ผลผลิตส่วนหนึ่งนำไปส่งออก และต่อไปก็จะมีการขยับขยายตลาดในประเทศ เช่น ในซูเปอร์มาร์เก็ต

เพราะคุณอิวานเชื่อว่าผักผลไม้ออร์แกนิกดีต่อสุขภาพ และคนไทยก็เริ่มหันมานิยมบริโภคมากขึ้น แม้ราคายังแพงอยู่แต่เสียงตอบรับมีแต่บวก บวก ขึ้นทุกวัน

ผมก็เห็นด้วยว่าธุรกิจพืชผักปลอดสารพิษนั้นน่าจะเป็น “อุตสาหกรรมซันไรส์” ของประเทศไทย เพียงแต่เกษตรกรจะต้องละเอียดลออในการปลูกมากขึ้น ก็จะมีรายได้งามไม่ต่างจากการปลูกใบยาสูบ

ปัจจุบันอดัมส์ฯ เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชออร์แกนิกมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ยโสธร และนครราชสีมา และหวังว่าจะเติบโตได้ในอนาคต

นี่คืออีกภาพหนึ่งของบรรดาผู้คนที่อยู่ในวงจรอุตสาหกรรมยาสูบ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ามี “วงจรชีวิต” ที่สัมพันธ์กันมากขนาดไหน
ได้แต่หวังว่าภาพของบุหรี่ในมโนสำนึกของสังคม ก็คงไม่ได้มีแต่แง่ร้ายเสมอไปหรอกนะครับ...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ