
ที่สุดด้านการลงทุนแห่งปี : มองมุมใหม่
โดย...ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้บริหารส่วนบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้บริหารส่วนบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ทุกปีสื่อจะคัดสรรประเด็น "ที่สุดแห่งปี" ไว้เป็นบทส่งท้าย บทบาทที่โดดเด่นของจีนในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กระสุนเม็ดเงินกวาดซื้อสินทรัพย์ราคาถูก ทั่วโลกถูกมองว่าเป็นประเด็น "ที่สุดด้านการลงทุนแห่งปี" ที่น่าจะนำมาวิเคราะห์และทำความเข้าใจ กลยุทธ์ลงทุนตามที่เห็นมี 3 แบบ ซึ่งมีนัยต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนต่างกันไป ดังนี้
1.กระจายความเสี่ยงเงินสำรองทางการ - ส่วนที่ใช้กวาดซื้อสินทรัพย์มาจาก China Investment Corporation (CIC) ซึ่งมีเงินหน้าตัก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาจากการที่รัฐบาลออกพันธบัตรมาแลกซื้อทุนสำรองฯ จากธนาคารจีน
หลังก่อตั้งไม่นาน CIC ขาดทุนยับจากการลงทุนในธนาคารที่ประสบปัญหาวิกฤต จากนั้นก็หันมาลงทุนในกลุ่มพลังงานแต่ก็มีอุปสรรคและโดนจับตาเป็นพิเศษจากรัฐบาลต่างประเทศ
เท่าที่ติดตามข่าวจากนี้ไป CIC น่าจะลงทุนเพิ่มใน หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ ผ่านบริษัทจัดการกองทุนเอกชน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ดูเหมือนจะเน้นการลงทุนระยะยาวและการกระจายความเสี่ยงมากกว่าที่จะเป็นการลงทุนแบบ Strategic Investment ซึ่งมีข้อจำกัด
หากเป็นเช่นนั้นการลงทุนโดย CIC จึงไม่น่าจะมีผลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจระยะยาวมากนัก
สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือการลดสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ถืออยู่ 70% ในทุนสำรองขนาด 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจากวารสาร Economist) ซึ่งจะส่งผลลบต่อดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในระยะยาว การลดสัดส่วนนี้น่าจะทยอยทำอย่างช้าๆ เพื่อมิให้เงินเหรียญสหรัฐร่วงจนทุนสำรองขาดทุนมหาศาลในระยะสั้น
2.จัดหาแหล่งพลังงานและวัตถุดิบ - ทำผ่าน 2 ช่องทางคือ
1.บริษัท/รัฐวิสาหกิจซื้อหุ้นกิจการโดยตรง
2.ให้กู้ยืมโดยมีสัญญาระยะยาวส่งน้ำมัน/วัตถุดิบตอบแทน ซึ่งก็มีความเสี่ยงบ้าง จากการเมืองภายในของประเทศคู่สัญญา กลยุทธ์นี้เป็นเพียงการสร้างความมั่นคงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิต แต่ไม่น่าจะมีผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจีนน่าจะถูกจับตามองและกดดันให้ลดการใช้พลังงานหรือหันมาใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
3.ปรับโครงสร้างธุรกิจ - ทำได้สองทางคือเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน/ร่วมทุนในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำมานานแล้ว โดยแรงงานจีนจะได้รับ know-how ซึ่งเป็นประโยชน์ระยะยาว แต่ผลกำไรที่ได้ก็ถูกส่งออกนอกประเทศ ส่วนอีกช่องทางทำโดยรัฐวิสาหกิจ/เอกชนจีนซื้อกิจการต่างประเทศ (กรณี Lenovo) เพื่อให้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่แท้จริง จีนต้องปรับตัวอีกมากคือ
1.ปรับจากบทบาทแหล่งผลิตต้นทุนต่ำเป็นผู้นำเชิง Technology และ Business Model
2.ลดบทบาทรัฐวิสาหกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ได้เปรียบคู่แข่งเพราะกู้จากธนาคารรัฐด้วยต้นทุนต่ำ 3.ขยายฐานชนชั้นกลางและจัดระบบกฎหมาย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน/การศึกษา
นอกจากนัยเรื่องการลงทุนต่างประเทศของจีน จุดที่น่าคิดคือนัยของการสะสมของทุนสำรองของจีน ในระยะสั้นจีนอาจมีอำนาจต่อรองสูงในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจ แต่ขนาดทุนสำรองไม่ได้ส่งผลต่อการปรับฐานเศรษฐกิจ/ธุรกิจเพื่ออนาคต แต่กลับสะท้อนความเปราะบางและความไม่พร้อมของภาคเอกชนที่จะนำประเทศสู่ความเป็นมหาอำนาจ และการดูแลค่าเงินของจีน (ที่ทำให้ทุนสำรองสูงขึ้น) ก็เป็นเงื่อนผูกให้ประเทศในเอเชียเดินตาม
ทั้งที่ภาคเอกชนในประเทศนั้นพร้อมที่จะใช้โอกาสที่ค่าเงินแข็ง นำเงินไปลงทุนหรือซื้อเครื่องจักรเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ
การล่าอาณานิคมด้วยเม็ดเงินแม้จะฟังดูยิ่งใหญ่แต่ไม่มีนัยสำคัญมากและมีอุปสรรคภายในที่ต้องแก้อีก ที่ควรติดตามคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจีน เช่น ยอดจดสิทธิบัตรที่เพิ่มขึ้น 19% ในครึ่งแรกปีนี้ หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท BYD ของจีนซึ่งผลิตรถพลังงานไฟฟ้าด้วยต้นทุนต่ำมากและมีประสิทธิภาพสูง การปรับโครงสร้างธุรกิจให้เข้มแข็งจากภายในจึงจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ขอฝากผู้บริหารทั้งภาคเอกชนและภาครัฐว่าหากรอจนจีนพร้อมรบจริงแล้วไทยค่อยปรับตัว เราจะหาที่ยืนลำบาก







