
อยากรู้เรื่องอดีตไหม (ภาคจบ)
....ปู โลกเบี้ยว
ขอเท้าความจากฉบับที่แล้วนะจ๊ะ เป็นเรื่องที่ปูได้ไปฟังผู้มีความสามารถในการอ่านอดีตชาติได้ ไปสัมผัสมาแล้วเลยเอามาเขียนให้อ่านกันเล่นๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านก็แล้วกันนะจ๊ะ
เขาว่าปูน่ะเคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นหลานของพระเจ้าเม็งราย ที่เมืองเหนือ จ.ลำปาง โน่นแหนะ แต่ประพฤติตัวไม่ดี ชอบทำตัวกร่าง สูบฝิ่นดื่มเหล้าเคล้านารี ลูกเขาเมียใครก็ไม่เคยเว้น พระเจ้าเม็งรายให้ไปสร้างวัดสร้างเจดีย์ ได้มีโอกาสสร้างเจดีย์ไปสององค์คือ เจดีย์โยนกนคร และเจดีย์ซาวหลัก แต่ก็ดันอมเงินวัดมาทำประโยชน์สร้างวังให้ตัวเองซะงั้น
เป็นเพราะได้สร้างเจดีย์เลยทำให้มีรูปงามนามเพราะอย่างทุกวันนี้
จนมาวันหนึ่งมีคณะดนตรีปี่พาทย์มาเล่นในงานฉลองอะไรไม่รู้ล่ะ เจ้าของคณะซึ่งเป็นนักแสดงด้วย เล่นเป็นพวกตลกหน้าม่านอายุมากแล้ว แต่มีเมียเด็กเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส ปูดันไปชอบและอยากได้เมียเขา ทั้งๆ ที่มีเมียอยู่แล้วถึง 4 คน แต่โลภมากเลยใส่ความเจ้าของคณะว่าขโมยเงินรางวัลไปทำให้ต้องโดนเนรเทศแล้วยึดเมียเขาไว้ เจ้าของคณะก็เลยไปที่เจดีย์ซาวหลักแล้วร่ายชุมนุมเทวดา เศียรฤาษี ทศกัณฑ์ แล้วสาปแช่งปูว่า ถ้าคนคนนี้มีบุญนำพาก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ขอให้เป็นตลกโปกฮาปนครูฤาษี ครูเพชรฉลูกัณฑ์ (หมายถึงหมอต่างๆ) ให้เป็นผู้นำปนทุกข์และให้สูญพันธุ์ เพื่อให้เล่นตลกให้คนดูแล้วกินน้ำตาทีหลัง (เป็นคำสาปแช่งที่ดีมากเลยอ่ะเป็นตลก เป็นครู และเป็นหมอง่ะ)
อาจารย์บอกว่าปูควรจะไปที่วัดลำปางหลวงซึ่งเป็นวัดเก่าที่ใหญ่มาก แล้วถ้าเจออย่าลืมถ่ายรูปมาให้อาจารย์ดูด้วยนะ เพราะอาจารย์อยากเห็นเหมือนกัน แล้วก็ให้ไปแก้คำสาปซึ่งเป็นกระดาษแบบฟอร์มแก้คำสาปมาให้ พอเห็นก็อึ้งแล้วล่ะ เพราะมันเหมือนกับของคุณพี่ที่พามาเลยอ่ะ เช่น ไข่ต้มย้อมสี กล้วย ฝอยทอง ข้าวมันไก่ บ๊ะจ่าง ตู้บริจาค เขียนชื่อตัวเองเสมือนให้คนมาบริจาคให้ตัวเราเอง (อันนี้อาจารย์มีขายเป็นตู้บริจาคอะลูมิเนียม ตั้งได้เป็นร้อยปี ครบวงจร ไม่ต้องลำบากไปหาซื้อ ราคากันเอง 8,000 บาท คนจนคงหมดสิทธิแก้คำสาปแน่) เชิงเทียน และเทียนเพื่อให้มีแสงสว่างตลอดเวลา เพราะเวลาที่มีคนมาจุดเทียน จะมีแสงสว่างส่องที่พระพุทธใช่มั้ยอ่ะ ก็เท่ากับว่าเราจะได้แสงสว่างนั้นด้วย ฯลฯ อะไรอย่างงี้นะ
จบด้วยการอธิษฐานขอพรด้วยธูปครึ่งดอก ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องครึ่งดอกนะ ให้ไปแก้ที่ลำปางโน่นแหนะ แล้วกลับมารายงานอาจารย์เพื่อมาเติมเต็มบุญกรรมอะไรเนี่ยแหละ
ปูก็เอาล่ะซิ คนเรายังมีวันเดือนปีเกิดที่ต่างกันเลย กรรมเวรก็ควรจะต่างกันด้วยซิ เพราะแต่ละคนมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป แล้วทำไมเวลาแก้กรรม แก้คำสาปถึงได้แก้เหมือนกันเป็นแบบฟอร์มซะขนาดนี้
พอออกจากห้องได้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็เลยแอบถามคนที่รออยู่หน้าห้องว่า
“พี่ๆ เคยเป็นใครมาก่อนง่ะ” ก็ได้คำตอบที่น่าทึ่งมาก 4 ใน 5 คนเล่าเรื่องมาเหมือนเรื่องของปูเลย แตกต่างกันที่ภูมิลำเนาเท่านั้นแหละ ว่าชาติที่แล้วไปพรากลูกพรากเมียเขามาน่ะซิ ชาตินี้เลยต้องมาใช้กรรมด้วยการไม่ได้แต่งงาน เลยต้องมาชดใช้กรรมด้วยการเป็นเกย์ หรือไม่ก็โกงกินเงินชาวบ้านเขา ชาตินี้เลยไม่รวยซะที เลยต้องมาบริจาคทำบุญทำทานตามที่อาจารย์สั่งให้ทำแล้วก็ต้องแก้คำสาปเหมือนกับปูเนี่ยแหละเพราะเป็นแบบฟอร์ม พอแก้แล้วก็กลับมาเล่าให้อาจารย์ฟัง เพื่อจะได้รู้ผลว่ามีชีวิตดีขึ้นมั้ย แล้วไปทำบุญตามแบบฟอร์มที่อาจารย์มอบให้อีกครั้งเพื่อเติมเต็ม อะไรกันนี่???? เฮ้อ! เอ้าไหนๆ ก็มากับเขาแล้วก็ต้องทำบุญด้วยซะหน่อย ปูเลยทำบุญใส่ซองสร้างพระ สร้างระฆังที่เขามีจัดสรรไว้ให้ (ครบวงจรไม่ต้องไปสรรหา) แล้วอธิษฐานจิตเป็นการแก้เวรแก้กรรมแก้คำสาปกันไป แล้วคงไม่ต้องไปบอกเขามั้ง ผีสางเทวดาคงมองเห็นเองแหละ...แล้วกลับทันทีเลยซิครับท่าน
เฮ้อ! คนเรามีความกลัวกันทุกคนแหละมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
การได้ทำบุญก็เป็นเกราะป้องกันความกลัวของคนเราเนี่ยแหละ เมื่อได้ทำบุญแล้วก็จะรู้สึกสบายใจ มั่นใจยิ่งขึ้น คิดจะทำสิ่งใดก็ดูจะสะดวกราบรื่นเพราะใจมันเข้มแข็งขึ้นแล้วยังไงล่ะ
ปูเองมีความเชื่อว่าถ้าคนเราสามารถสะเดาะเคราะห์กันได้ ทุกคนที่มีปัญญา บารมีและเงินทอง ก็คงแย่งกันสะเดาะเคราะห์เพื่อให้หมดเวรหมดกรรม ทำให้ตัวเองมีความสุขร่ำรวยกันไปหมดแล้วล่ะ แต่ด้วยความที่ต่างคนต่างมีการกระทำที่ต่างวาระกันต่างหากที่ทำให้มีชีวิตที่ต่างกัน ใครเลือกคิดดีทำดีเลือกที่จะอยู่กับสิ่งดีๆ ชีวิตก็จะดีมีความสุขไปเองนั่นแหละ
แต่ที่แปลกใจมากๆ ก็คือทำมั้ยยย...คนถึงเข้ามาหาเขามากขนาดเนี่ย รึว่าคนเราขาดกำลังใจขาดที่พึ่งทางใจกันแล้วจริงๆ







