
พระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาทุจริต (ตอน ๔)
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
การประชุมนานาชาติทางวิชาการว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๐๑๓ พ.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ มีบุคคลสำคัญหลายๆ ท่านจากหลายประเทศ ตลอดจนถึงจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ดังเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า “ปัญหาคอร์รัปชันนั้น ไม่จำกัดประเทศ ไม่จำกัดเชื้อชาติ นับเป็นปัญหาสากลที่ทุกที่ในโลกกำลังเผชิญ และต้องรวมพลังกันแก้ไข ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า ‘There is no such thing as good corruption’ สะท้อนความจริงชัดเจนว่า โลกนี้คอร์รัปชันไม่มีวันเป็นสิ่งที่ดี คอร์รัปชันทุกประเภท ทุกชนิด มีต้นทุนต่อสังคมเสมอ...” ผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ได้มีคำถามทิ้งท้ายไว้ในที่ประชุมว่า “ถ้าการวิปัสสนาเป็นทางออกแล้ว ที่ผ่านมาประเทศไทยมีหลักฐานอะไรบ้างหรือไม่ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่าเป็นวิธีที่สัมฤทธิผลจริงๆ...”
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
วิสัชนา : ต่อมาได้ทรงบัญญัติ เพื่อหมู่พระสงฆ์จะได้ไม่ล่วงละเมิดเบียดเบียนหมู่สัตว์ โดยอาศัยตัวอย่างจากพระธนิยะว่า ภิกษุไม่ควรทำกุฎีที่สำเร็จด้วยดินล้วน ภิกษุใดทำต้องอาบัติทุกกฎ...
พระธนิยะเมื่อสิ้นกุฎีดินแล้วก็ได้มองหาไม้เพื่อมาสร้างกุฎีหลังใหม่ โดยดำริว่า เจ้าพนักงานที่รักษาไม้ชอบพอกับเรามีอยู่ จะได้ไปขอไม้จากเจ้าพนักงาน จึงได้เข้าไปหา พร้อมเอ่ยปากขอไม้เพื่อมาทำกุฎีไม้จากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลไม้ ซึ่งได้ทราบว่ามีแต่ไม้สงวน ไว้สำหรับซ่อมแซมพระนคร โดยกล่าวกับพระธนิยะว่า “ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสั่งให้พระราชทาน ก็จงขนเอาไปเถิด...”
พระธนิยะได้กล่าวตอบต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาไม้ว่า “ขอเจริญพร ไม้เหล่านี้ พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแล้ว”
ด้วยความเชื่อต่อเพศสมณะของเจ้าหน้าที่ว่า “คงไม่พูดโกหก” จึงได้อนุญาตให้ขนไม้ไปได้ โดยพระธนิยะได้สั่งให้ตัดไม้เหล่านั้นเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย บรรทุกเกวียนไปทำกุฎีไม้ตามประสงค์
ต่อมา วัสสการพราหมณ์ไปตรวจราชการและได้ทราบเรื่องดังกล่าวว่า ไม้ของหลวงที่ได้สงวนไว้ซ่อมพระนคร บัดนี้ พระธนิยะได้ขนไปแล้ว จึงได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารกราบทูลเรื่องดังกล่าว และได้กราบทูลถามว่า “พระเจ้าพิมพิสารได้พระราชทานไม้ซ่อมพระนครแก่พระธนิยะ จริงหรือ!?” ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงตอบปฏิเสธว่า “ยังไม่ได้ทรงพระราชทานให้ผู้ใดเลย!! จึงได้เรียกเจ้าพนักงานผู้รักษาไม้หลวงมาสอบสวน โดยถูกจองจำไป ซึ่งพระธนิยะได้เห็นจึงเข้าไปถามและขอไปด้วย”
พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงตรัสถามพระธนิยะ ที่เดินทางมาเข้าเฝ้า พร้อมเจ้าพนักงานไม้หลวงผู้ถูกจองจำว่า “โยมได้ถวายพระคุณเจ้า จริงหรือ!!”
พระธนิยะได้ตอบว่า “จริงอย่างนั้น ขอถวายพระพร”
พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงตรัสขอให้พระธนิยะ ช่วยแสดงรายละเอียดว่า ท่านเคยกล่าวถวายเมื่อไร ที่ไหน ซึ่งพระธนิยะได้ตอบว่า “ขอถวายพระพร พระองค์ทรงระลึกได้ไหม ครั้งพระองค์เถลิงถวัลย์ราชย์ใหม่ๆ ได้ทรงเปล่งวาจาว่า หญ้า ไม้ และน้ำ ข้าฯ ถวายแก่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ขอสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายโปรดใช้สอยเถิด”
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงตรัสต่อพระธนิยะว่า “คำที่กล่าวของพระองค์นั้น หมายถึง หญ้า ไม้ และน้ำ ตามป่า ซึ่งสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายสามารถใช้ได้ ด้วยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถือสิทธิส่วนตนครอบครอง ไม่มีใครหวงแหน พระธนิยะไม่ควรสำคัญถือความผิดด้วยเลศนัย เพื่อจะนำไม้ที่เขาไม่ได้ให้ไป...” และได้ทรงนิมนต์ให้พระธนิยะกลับไปเถิด เพราะพระองค์จะไม่ทรงสั่ง จองจำ ฆ่า หรือเนรเทศ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลาย แต่ทรงตรัสว่า “ขออย่าได้ทำอย่างนั้นอีก...”
ต่อมาเรื่องดังกล่าวได้แพร่หลายออกไป ผู้คนจึงพากันเพ่งโทษว่า พระสมณะเชื้อศากยบุตรเหล่านี้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ และได้เพ่งโทษติเตียนพระธนิยะแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ เพื่อสอบสวนพระธนิยะในเรื่องดังกล่าว โดยตรัสถามพระธนิยะว่า “เธอได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไป จริงหรือ!?”
พระธนิยะทูลรับว่า “จริง พระเจ้าข้า”







