posttoday
สนในภูฏาน 3

สนในภูฏาน 3

12 พฤศจิกายน 2553

เรื่อง / ภาพ ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

 

ในฉบับที่ผ่านมา ได้กล่าวถึงสนชนิดต่างๆ 3 ชนิดของภูฏาน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ประชิดติดฐานของภูเขาหิมาลัย ทั้งๆ ที่ล่อแหลมต่อภาวะภัยพิบัติจากแผ่นดินถล่ม ภูเขาทลาย แต่เท่าที่ทราบคงมีเหตุการณ์เช่นนั้นบ้างแต่ไม่รุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาสูงนับพันๆ เมตร เราจึงลองดูกันถึงไม้ยืนต้นที่ช่วยคุ้มครองยึดดินและหินบนภูเขาของภูฏานกันต่อในตอนนี้

สนเมืองหนาวอีกสกุลที่จะแนะนำ ได้แก่ สนเฟอร์ (Fir) ซึ่งในภูฏานจะพบเฟอร์หิมาลายันตะวันออก ซึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Abies Densa ซึ่งอยู่ในวงศ์ Pinaceae เช่นเดียวกับสนสกุลต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น

ชาวภูฏานเรียกสนชนิดนี้ว่า “ดุงชิง” หรือ “โกเบร ซาลา” สนชนิดนี้มีใบเขียวสดตลอดปี ต้นสูงใหญ่อาจสูง 40–50 ม. ที่โดดเด่นคือ แผ่กิ่งก้านสาขาออกกว้างอย่างทระนง ไม่ยี่หระต่อสภาพภูมิอากาศ ใบเล็กรูปเข็มของมันมีความยาว 0.5–4 ซม. ด้านบนสีเขียวเข้ม แต่ด้านล่างดูเป็นสีเงิน ขอบใบโค้งงอกลับ ปลายใบกลมและมีรอยคอดเป็นที่สังเกต ดอกตัวผู้หรือแคตกินส์ (Catkins) เกิดเป็นช่อ โคนตัวเมียยาว 10–15 ซม. สีน้ำเงินอมม่วงเข้ม ปกคลุมด้วยเกล็ดบางตั้งตรงได้ฉากกับแกนโคน เมล็ดในมีปีก เมล็ดทรงกลมยาวราว 1 ซม.

สนเฟอร์อยู่ตามป่าดิบเขาระดับสูง 3,000–4,000 ม. ความชุ่มชื้นสูง ป่าบริเวณดังกล่าวได้รับเมฆหนา ฝนตกสม่ำเสมอ ฝนหนัก ซึ่งสนเหล่านี้ขึ้นอยู่ในปริมาณหนาแน่น เนื้อไม้ใช้ในการทำหลังคาซึ่งต้องการความแข็งแรงสูง เพราะชาวภูฏานมักขนก้อนหินใหญ่ขึ้นไปทับแผ่นสังกะสีกันปลิวนั่นเอง

ก่อนที่จะกล่าวถึงสนสำคัญของภูฏานสกุลและชนิดอื่นๆ จะกล่าวถึงสัตว์ป่าจำพวกนกบางชนิดซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับสนเสียสักเล็กน้อย นกที่ชอบอาศัยอยู่ในป่าสน ได้แก่ นกเหยี่ยวขนาดเล็ก ที่เรียกว่า เคสเทรล (Kestrel) ปีกลายสีน้ำตาล หน้าอกขาว นกกินปลี (ซันเบิร์ด) นกบุลบุลดำ และนกกระสาท้องขาว นอกจากนี้เราอาจจะพบนกกระจอก (Finch) คล้ายนกกระจอกบ้านเรา แต่ตัวโตกว่า นกบุลฟินช์ปากดำ ตัวสีแดง ปีกดำสวยงามมาก นอกจากนี้ยังมีนกอื่นๆ อีกหลายชนิด พวกนี้กินเมล็ดและกระจายเมล็ดพันธุ์ไปได้ไกล นกซึ่งพบในป่าสนอีกชนิด ได้แก่ อีกา (Crow) แบบเดียวกับที่พบในเมืองไทย บน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มักพบอีกาจำนวนเป็นร้อยตัวมาเกาะนอนในป่าไผ่รวกท้ายสวนที่เราอยู่ ส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด เช้าก่อนแดดออกพวกมันบินไปหากินกันหมดแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมันไปหากินอะไร แต่สำหรับชาวภูฏานเขาบอกว่าอีกาและนกแบล็กเบิร์ดอกขาวเป็นหนึ่งในตัวกระจายพันธุ์สน คนภูฏานกล่าวว่านกที่มีบทบาทต่อสุขภาพของสนน่าจะได้แก่นกติ๊ดคอดำ นกฟินช์ และนกหัวขวาน หรือวู้ดเพกเกอร์ดาร์จีลิง ซึ่งเห็นที่ใดก็จำได้ เพราะมีปีกลายขาวดำ และหัวแดงโดดเด่น พวกนี้ชอบจับหนอนเจาะไม้และกินตัวด้วงกัดใบสนเป็นอาหาร

สนซึ่งมีความสำคัญและยิ่งใหญ่จนได้รับเกียรติให้เป็นต้นไม้ประจำชาติของภูฏานก็คือ สนไซเพรสหลิว (Weeping Cypress) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Cypressaceae และมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cypressus Corneyana ชาวบ้านเรียกกันว่า “สนเดนชิง” จัดเป็นสนที่พบเฉพาะในถิ่นภูฏาน (Eendemic) เท่านั้น ไม่พบที่อื่นอีกเลย สนชนิดนี้มีใบเขียวสดตลอดปี ทรงต้นทรงพีระมิด เห็นที่ใดก็จำได้ สูง 30 ม. ใบเป็นเกล็ดทรงกลม ยาว 1–2 มม. กิ่งย้อยห้อยลงและทนทาน เปลือกสีน้ำตาล–เทา ลอกออกเป็นแถบยาว โคนมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งภายในมีเมล็ดมีปีก พบในแนวป่าสนที่ซองแขก (Dzongkhag) ระดับ 3,000 ม. เนื้อไม้สนชนิดนี้ถือเป็นของมีค่าราคาสูง ใช้ก่อสร้างวัดและสิ่งก่อสร้างสำคัญทางศาสนา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ