posttoday
ทหาร”ฮึ่ม” กองทัพ “ฮ่ำ”

ทหาร”ฮึ่ม” กองทัพ “ฮ่ำ”

07 เมษายน 2562

การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่กำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”

ถ้าเราจะมองการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ให้เห็นที่ภาพที่กว้างที่สุด จะพบว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”

***************

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เรื่อง “เหลือเชื่อ” เกิดขึ้นได้เสมอในประเทศไทย

การโค่นล้มเผด็จการทหารโดยขบวนการนิสิตนักศึกษา ที่ใช้ชื่อของนายทหารยุคนั้นมารณรงค์อย่างดุเดือด “โค่นล้ม ๓ ทรราช ถนอม ณรงค์ ประภาส” ซึ่งใช้เวลาเพียง ๕ วันในการรณรงค์ เริ่มจากการชุมนุมที่ลานโพธิ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ แล้วสิ้นสุดลงด้วยการจลาจลในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนทำให้ “๓ ทรราช” ต้องระเห็จไปนอกประเทศ นับเป็นเรื่องที่ “เหลือเชื่อ” แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ทำให้ต้องมานึกเทียบเคียงกับปรากฏการณ์ “อนาคตใหม่ฟีเวอร์” ที่ได้ปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ให้ตื่นตัวอย่าง “น่าตกใจ”โดยเฉพาะความตื่นตัวของคนกลุ่มนี้ถ้าถูกขัดขวาง หรือมีใครทำให้พวกเขาผิดหวัง อาจจะนำไปสู่ “การลุกฮือ”ที่เราไม่อยากจะมองไปถึงผล “อันน่ากลัว”เช่นที่เคยมีมา เพราะทหารในยุคนั้นที่น่ากลัวกว่ายุคนี้มากก็ยังเอาไม่อยู่ อีกทั้ง “อาวุธ”ของคนยุคนี้ที่จะใช้ต่อสู้กับทหารก็ “ร้ายแรง”ยิ่งกว่า ภายใต้เทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ที่ได้ชื่อว่า “ปรมาณูแห่งข่าวสาร”

ถ้าเราจะมองการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ให้เห็นที่ภาพที่กว้างที่สุด จะพบว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”แม้คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งจะมีแนวคิดที่จะโค่นล้มสถาบัน แต่ก็มีจำนวนน้อยกว่าคนที่เกลียดชังเผด็จการทหาร หากผู้ปกครองมีความสามารถในการคิดคำนวณ(โดยอย่าไปเอาเยี่ยง กกต.ที่คิดเลขไม่เป็น อ่านรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจ) ย่อมจะคำนวณได้ว่า พลังต่อต้านด้านใด “พุ่งแรง”กว่ากัน

ผู้เขียนมีอายุ ๑๕ ปีใน พ.ศ. ๒๕๑๖ แม้จะเกิดมาในยุคของเผด็จการทหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ไม่ทราบเรื่องราวในความ “เลวร้าย”ต่างๆ ของทหารมากนัก เพราะวัยเด็กเป็นวัยแห่งความสนุกสนาน จนเมื่อเกิดการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นขึ้นในปี ๒๕๑๕ แล้วที่โรงเรียนพากันไม่ใส่ชุดนักเรียนที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์ของญี่ปุ่น โดยหันมาใส่ผ้าฝ้ายสีตุ่นๆ ยับๆ ทำให้พวกเรา “วัยรุ่น” รู้สึกหัวใจพองโต เหมือนได้สร้าง “วีรกรรม” ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนี่ก็คือ “อารมณ์ของวัยรุ่น”ที่อยากเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงอยากสร้างเกียรติประวัติ “แสดงตัวตน”กระทั่งเป็น “ฮีโร”นั่นเอง

ดังนั้นพอเกิดการชุมนุมขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนก็คงจะเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายหมื่นคน ที่ไปนั่งชุมนุมฟังผู้นำนักศึกษาปราศัยหน้าเวทีที่สนามฟุตบอลในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งได้ฟังการชำแหละความชั่วร้ายของเผด็จการทหาร ที่แสดงออกมาทั้งในการพูด การแสดงละคร และการร้องเพลง ยิ่งทำให้พวกเรา “อิน” คือ “เคลิ้มคล้อย”ไปไกล นี่ก็คือพลังของการ “กล่อมเกลา”ที่ไม่ใช่เพราะพวกเราโง่หรือไม่ประสาต่อโลก แต่พวกเราก็มีความคิดที่อยากจะเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ไม่อยากให้มีคนชั่วมาปกครองประเทศ และที่สำคัญพวกเราอยากร่วมรับผิดชอบในการดูแลประเทศด้วยบ้าง เพราะนี่คือชีวิตของพวกเราที่จะต้องอยู่ต่อไป

ผู้เขียนไม่อยากจะกล่าวถึงการ “แถลงข่าว”ของท่านผู้บัญชาการทหารบกเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามากนัก แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ “วัยรุ่นเดือด”ในคราวเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แล้ว ก็อดที่จะเป็นห่วงบ้านเมืองไม่ได้ โดยเฉพาะ “การปะทะกันทางความคิด” ของ “คนรุ่นเก่า”กับ “คนรุ่นใหม่”ซึ่งต้องแยกเรื่องของ “ความรักอนาคต”ออกจาก “ความสงบเรียบร้อย”

ถ้าจะถามว่าเยาวชนในเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีความเกลียดชังสถาบันหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่ามีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีขบวนการคอมมิวนิสต์เข้าแทรกแซงภายหลังหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้ทหาร “ล็อคเป้า”ได้ แล้วเคลื่อนขบวน “ขวาพิฆาตซ้าย”ออกมาต่อสู้ จนสามารถยึดอำนาจได้ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แต่นั่นก็ไม่ใช่แนวทางในการ “สร้างความสงบ”เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลก็ได้ใช้ “ฆ้อนเหล็ก”ไล่ทุบคนที่สงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ สร้างความร้าวฉานมากยิ่งขึ้น ที่สุดทหารนั่นเองก็ต้องมาไล่รัฐบาลที่ตนตั้งออกไป จนกระทั่งได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ผู้นำจะเป็นทหารคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่ด้วยการ “จับทาง”ที่ถูก จึงได้ใช้ “แผนการุณยเทพ”สร้างความไว้วางใจระหว่างกัน บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดีขึ้น

เพราะฉะนั้น การสร้างวาทกรรม “คนรุ่นใหม่(บางคน)คิดล้มล้างสถาบัน” จึงน่าจะไปผิดทาง เพราะแทนที่จะช่วยทำให้คนที่รับผิดชอบเรื่องการประกาศผลเลือกตั้ง รีบทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีความชัดเจน แต่กลับกลบเรื่องสำคัญที่คนทั้งหลายต้องการและเรียกร้องกระหึ่มอยู่นั้น ด้วยวาทกรรมที่ควรเป็นเรื่องที่จะต้องให้กฎหมายจัดการไป อย่าลืมว่าแม้นายธนาธรหรือนายปิยะบุตรจะถูกจับเข้าคุกไป คนที่ยังอยากเห็นระบอบรัฐสภาดำเนินไปอย่างราบรื่นด้วยประชาชน(ไม่ใช่ด้วยกองทัพ)ก็ยังคงจะต่อสู้และเรียกร้องอยู่ ซึ่งเรื่องของการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ ๙ พฤษภาคมนั้น น่าจะเป็น “ฟางอีกเส้นหนึ่ง”ที่ก่อกระแสของการต่อสู้ดังกล่าว

อนึ่ง ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวในการแถลงข่าวในวันนั้นด้วยที่ว่า การแถลงเรื่อง “การเมือง”ของท่านในวันนั้นจะเป็นการแถลง “ครั้งสุดท้าย”ที่หลายคนก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะถ้าดูจากเหตุการณ์บ้านเมืองหลังจากที่ท่านแถลงไปแล้วนั้น ก็ไม่ได้มีความสงบเรียบร้อยอะไรเปลี่ยนไป ทั้งยังดูเรื่องนี้จะกลายเป็น “เรื่องยาว”ที่ตอนจบยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

เสียง “ฮึ่มฮ่ำ”บางทีก็เป็น “ฟ้าผ่า”บางทีก็เป็น “ฟ้าฝน”หรือแค่ “ลมแล้ง”เฉยๆ ก็มี

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69