
ทหาร”ฮึ่ม” กองทัพ “ฮ่ำ”
การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่กำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”
ถ้าเราจะมองการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ให้เห็นที่ภาพที่กว้างที่สุด จะพบว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”
***************
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
เรื่อง “เหลือเชื่อ” เกิดขึ้นได้เสมอในประเทศไทย
การโค่นล้มเผด็จการทหารโดยขบวนการนิสิตนักศึกษา ที่ใช้ชื่อของนายทหารยุคนั้นมารณรงค์อย่างดุเดือด “โค่นล้ม ๓ ทรราช ถนอม ณรงค์ ประภาส” ซึ่งใช้เวลาเพียง ๕ วันในการรณรงค์ เริ่มจากการชุมนุมที่ลานโพธิ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ แล้วสิ้นสุดลงด้วยการจลาจลในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนทำให้ “๓ ทรราช” ต้องระเห็จไปนอกประเทศ นับเป็นเรื่องที่ “เหลือเชื่อ” แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ทำให้ต้องมานึกเทียบเคียงกับปรากฏการณ์ “อนาคตใหม่ฟีเวอร์” ที่ได้ปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ให้ตื่นตัวอย่าง “น่าตกใจ”โดยเฉพาะความตื่นตัวของคนกลุ่มนี้ถ้าถูกขัดขวาง หรือมีใครทำให้พวกเขาผิดหวัง อาจจะนำไปสู่ “การลุกฮือ”ที่เราไม่อยากจะมองไปถึงผล “อันน่ากลัว”เช่นที่เคยมีมา เพราะทหารในยุคนั้นที่น่ากลัวกว่ายุคนี้มากก็ยังเอาไม่อยู่ อีกทั้ง “อาวุธ”ของคนยุคนี้ที่จะใช้ต่อสู้กับทหารก็ “ร้ายแรง”ยิ่งกว่า ภายใต้เทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ที่ได้ชื่อว่า “ปรมาณูแห่งข่าวสาร”
ถ้าเราจะมองการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ให้เห็นที่ภาพที่กว้างที่สุด จะพบว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านคนรุ่นใหม่ไปจับประเด็นที่ “การโค่นล้มสถาบัน”แม้คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งจะมีแนวคิดที่จะโค่นล้มสถาบัน แต่ก็มีจำนวนน้อยกว่าคนที่เกลียดชังเผด็จการทหาร หากผู้ปกครองมีความสามารถในการคิดคำนวณ(โดยอย่าไปเอาเยี่ยง กกต.ที่คิดเลขไม่เป็น อ่านรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจ) ย่อมจะคำนวณได้ว่า พลังต่อต้านด้านใด “พุ่งแรง”กว่ากัน
ผู้เขียนมีอายุ ๑๕ ปีใน พ.ศ. ๒๕๑๖ แม้จะเกิดมาในยุคของเผด็จการทหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ไม่ทราบเรื่องราวในความ “เลวร้าย”ต่างๆ ของทหารมากนัก เพราะวัยเด็กเป็นวัยแห่งความสนุกสนาน จนเมื่อเกิดการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นขึ้นในปี ๒๕๑๕ แล้วที่โรงเรียนพากันไม่ใส่ชุดนักเรียนที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์ของญี่ปุ่น โดยหันมาใส่ผ้าฝ้ายสีตุ่นๆ ยับๆ ทำให้พวกเรา “วัยรุ่น” รู้สึกหัวใจพองโต เหมือนได้สร้าง “วีรกรรม” ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนี่ก็คือ “อารมณ์ของวัยรุ่น”ที่อยากเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงอยากสร้างเกียรติประวัติ “แสดงตัวตน”กระทั่งเป็น “ฮีโร”นั่นเอง
ดังนั้นพอเกิดการชุมนุมขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนก็คงจะเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายหมื่นคน ที่ไปนั่งชุมนุมฟังผู้นำนักศึกษาปราศัยหน้าเวทีที่สนามฟุตบอลในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งได้ฟังการชำแหละความชั่วร้ายของเผด็จการทหาร ที่แสดงออกมาทั้งในการพูด การแสดงละคร และการร้องเพลง ยิ่งทำให้พวกเรา “อิน” คือ “เคลิ้มคล้อย”ไปไกล นี่ก็คือพลังของการ “กล่อมเกลา”ที่ไม่ใช่เพราะพวกเราโง่หรือไม่ประสาต่อโลก แต่พวกเราก็มีความคิดที่อยากจะเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ไม่อยากให้มีคนชั่วมาปกครองประเทศ และที่สำคัญพวกเราอยากร่วมรับผิดชอบในการดูแลประเทศด้วยบ้าง เพราะนี่คือชีวิตของพวกเราที่จะต้องอยู่ต่อไป
ผู้เขียนไม่อยากจะกล่าวถึงการ “แถลงข่าว”ของท่านผู้บัญชาการทหารบกเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามากนัก แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ “วัยรุ่นเดือด”ในคราวเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แล้ว ก็อดที่จะเป็นห่วงบ้านเมืองไม่ได้ โดยเฉพาะ “การปะทะกันทางความคิด” ของ “คนรุ่นเก่า”กับ “คนรุ่นใหม่”ซึ่งต้องแยกเรื่องของ “ความรักอนาคต”ออกจาก “ความสงบเรียบร้อย”
ถ้าจะถามว่าเยาวชนในเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีความเกลียดชังสถาบันหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่ามีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีขบวนการคอมมิวนิสต์เข้าแทรกแซงภายหลังหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้ทหาร “ล็อคเป้า”ได้ แล้วเคลื่อนขบวน “ขวาพิฆาตซ้าย”ออกมาต่อสู้ จนสามารถยึดอำนาจได้ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แต่นั่นก็ไม่ใช่แนวทางในการ “สร้างความสงบ”เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลก็ได้ใช้ “ฆ้อนเหล็ก”ไล่ทุบคนที่สงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ สร้างความร้าวฉานมากยิ่งขึ้น ที่สุดทหารนั่นเองก็ต้องมาไล่รัฐบาลที่ตนตั้งออกไป จนกระทั่งได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ผู้นำจะเป็นทหารคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่ด้วยการ “จับทาง”ที่ถูก จึงได้ใช้ “แผนการุณยเทพ”สร้างความไว้วางใจระหว่างกัน บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดีขึ้น
เพราะฉะนั้น การสร้างวาทกรรม “คนรุ่นใหม่(บางคน)คิดล้มล้างสถาบัน” จึงน่าจะไปผิดทาง เพราะแทนที่จะช่วยทำให้คนที่รับผิดชอบเรื่องการประกาศผลเลือกตั้ง รีบทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีความชัดเจน แต่กลับกลบเรื่องสำคัญที่คนทั้งหลายต้องการและเรียกร้องกระหึ่มอยู่นั้น ด้วยวาทกรรมที่ควรเป็นเรื่องที่จะต้องให้กฎหมายจัดการไป อย่าลืมว่าแม้นายธนาธรหรือนายปิยะบุตรจะถูกจับเข้าคุกไป คนที่ยังอยากเห็นระบอบรัฐสภาดำเนินไปอย่างราบรื่นด้วยประชาชน(ไม่ใช่ด้วยกองทัพ)ก็ยังคงจะต่อสู้และเรียกร้องอยู่ ซึ่งเรื่องของการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ ๙ พฤษภาคมนั้น น่าจะเป็น “ฟางอีกเส้นหนึ่ง”ที่ก่อกระแสของการต่อสู้ดังกล่าว
อนึ่ง ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวในการแถลงข่าวในวันนั้นด้วยที่ว่า การแถลงเรื่อง “การเมือง”ของท่านในวันนั้นจะเป็นการแถลง “ครั้งสุดท้าย”ที่หลายคนก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะถ้าดูจากเหตุการณ์บ้านเมืองหลังจากที่ท่านแถลงไปแล้วนั้น ก็ไม่ได้มีความสงบเรียบร้อยอะไรเปลี่ยนไป ทั้งยังดูเรื่องนี้จะกลายเป็น “เรื่องยาว”ที่ตอนจบยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
เสียง “ฮึ่มฮ่ำ”บางทีก็เป็น “ฟ้าผ่า”บางทีก็เป็น “ฟ้าฝน”หรือแค่ “ลมแล้ง”เฉยๆ ก็มี







