
ศาลาจีน-สีแดงแรงฤทธิ์
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา เฉกเช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้เอ็กซ์โป 2010 ที่จัดกันอย่างมาราธอนมานานนับครึ่งปี ในที่สุดก็ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการช่วงค่ำคืนของวันที่ 31 ต.ค. 2553 ด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น ถือเป็นความสำเร็จอย่างท่วมท้นที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของจีนบนเวทีโลก และแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนจากทั่วทุกมุมโลกได้ดีอีกครั้งหนึ่ง
เซี่ยงไฮ้เอ็กซ์โปเวทีที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนจากนานาประเทศได้วาดลวดลายสรรค์สร้างเมืองแห่งอนาคตผ่านการสร้างศาลาของประเทศตนแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งรวมสุดยอดเทคโนยีล้ำยุคที่ผู้เดินทางมาเข้าชมได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นงานใหญ่ระดับโลกที่อยู่ในความทรงจำของผู้ที่มีส่วนร่วมและติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
แน่นอนว่า ศาลาจีน (China Pavilion) สิ่งปลูกสร้างที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไฮไลต์ของงานที่มีผู้แวะเวียนไปเยี่ยมชมจำนวนมาก ย่อมเป็นที่จับตามองว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
ในฐานะประเทศเจ้าภาพ การออกแบบศาลาจีน นอกจากจะต้องสื่อความหมายถึงความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมยาวนานนับห้าพันปีแล้ว ยังต้องสรรค์สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกไปพร้อมๆ กัน จึงถือเป็นโจทย์ที่ยากทีเดียวสำหรับคณะนักออกแบบ ซึ่งมีเหอจิ้งถังสถาปนิกชื่อดังของจีนเป็นหัวเรือใหญ่ของงานชิ้นนี้ ที่สำคัญหลังจากพิธีปิดเสร็จสิ้นลง สถานที่แห่งนี้จะยังคงตั้งตระหง่านสืบต่อชั่วลูกชั่วหลานเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้สนใจได้เข้าชม
ทั้งนี้ ศาลาจีนแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ศาลาจีนและศาลาของมณฑลและเมืองต่างๆ (รวมถึงฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน) โดยส่วนหลังนี้จะไม่ถูกรื้อถอนเช่นกัน เพราะจะนำไปใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการและจัดกิจกรรมต่างๆ
เหตุที่หลายฝ่ายให้น้ำหนักไปที่รูปลักษณ์ของศาลาจีน เป็นเพราะสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ถือเป็นใบเบิกทางที่บ่งบอกถึงภาพลักษณ์ของประเทศ การตอบรับที่มีต่อศาลาจีนถือเป็นดัชนีวัดความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
เชื่อหรือไม่ว่า กว่าจะเป็นศาลาจีนสีแดงแรงฤทธิ์ที่เราเห็นกันในวันนี้ ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางความคิดหลายซับหลายซ้อน ก่อนจะกลายมาเป็นศาลาที่มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมและมีสีสันดึงดูดผู้เข้าชม จึงไม่แปลกที่การเลือกสีสันภายนอกของศาลาแห่งนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ
คำถามก็คือ ในโลกที่เต็มไปด้วยสีสันใบนี้ สีอะไรจะเป็นตัวแทนบอกเล่าความเป็นจีนได้ดีที่สุด ภาระอันหนักหน่วงเช่นนี้ตกเป็นของคณะออกแบบศาลาจีนที่ต้องใช้เวลาในการขบคิดเป็นอย่างหนัก และแล้วพวกเขาก็นึกถึง
“สีแดงแบบจีน” ที่ถือเป็นสีแห่งความชื่นมื่น ความมีชีวิตชีวา ดูสง่า และคลาสสิกขึ้นมาได้ สีแดงยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ความรุ่งเรือง ความเป็นสิริมงคลและความก้าวหน้าอีกด้วย แต่การใช้สีแดงบนสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ถือเป็นเรื่องชวนปวดหัวอย่างมาก เนื่องจากเป็นสีที่แสบตาและไม่เสถียร หากเลือกใช้สีได้ไม่ลงตัว อาจทำให้รู้สึกว่าอาคารที่อยู่เบื้องหน้าเป็นภาพลอย ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังความจริง
“สีแดงแบบจีน” ที่ว่านี้เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างคลุมเครือ เพราะจะว่าไป สีแดงในแบบฉบับของจีนก็มีให้เลือกจนละลานตา มีทั้งสีแดงบนคำกลอนคู่ที่ติดตรงบานประตูช่วงเทศกาลตรุษจีน สีแดงของตะเกียงโคมไฟในเทศกาลหยวนเซียว สีแดงของเชือกถักอักษรมงคล ล้วนเรียกกันว่าเป็นสีแดงแบบจีนทั้งสิ้น ฯลฯ ถ้าเช่นนั้น เราจะใช้สีแดงแบบไหนเป็นเกณฑ์กันเล่า หลังจากที่คณะออกแบบทำการทดสอบสีแดงนานาชนิดครั้งแล้วครั้งเล่าบวกกับการเดินทางไปสำรวจยังสถานที่จริงในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า สีแดงที่นำมาใช้จะเป็นการนำเอาสีแดงที่ใช้ทาสิ่งปลูกสร้างในพระราชวังต้องห้ามเป็นหลัก โดยจะค่อยๆ ปรับระดับความแดงจากเข้มมาสู่อ่อน นับแต่ส่วนยอดเรื่อยลงมาถึงฐานศาลานั่นเอง สีแดงที่ทาภายนอกอาคารจะแบ่งเป็น 4 ระดับ สร้างความรู้สึกของการไล่ระดับสีและความเปิดโล่งของสิ่งปลูกสร้าง ก่อให้เกิดความมีชีวิตชีวา เมื่อศาลาจีนเคลือบด้วย
“สีแดงแบบจีน” จะช่วยสร้างความรื่นเริง ยินดีและความกลมเกลียวให้แก่ผู้พบเห็น สะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะของความเป็นชนชาติที่ “มีมิตรจิตมิตรใจ รักความก้าวหน้าและสมัครสมานสามัคคี” เพียงเท่านี้ ก็ส่งผ่านความเป็นจีนไปสู่ชาวโลกได้เป็นอย่างดีแล้วความลงตัวของระดับสีที่ไล่ระดับจากเข้มมาหาอ่อนนี้ยังเอื้อประโยชน์ต่อภาพรวมของศาลาจีนกล่าวคือ ในช่วงที่มีแสงอาทิตย์ยามกลางวันตกกระทบและแสงจากนีออนยามค่ำคืนตกใส่ แม้จะมองศาลาจีนจากมุมมองสูงต่ำต่างกัน ก็ยังได้ภาพสิ่งปลูกสร้างสีแดงขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและบ่งบอกถึงสิ่งปลูกสร้างตามแบบฉบับจีน
เมื่อเทียบกับสิ่งปลูกสร้างโบราณแบบตะวันตกที่มักใช้อิฐเป็นวัสดุแล้ว สิ่งปลูกสร้างของชาวจีนโบราณจะเน้นที่การนำเอาไม้มาเป็นวัสดุในการก่อสร้าง หลายพันปีมานี้ สิ่งปลูกสร้างที่ทำจากไม้มีส่วนสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับวิถีความเป็นอยู่และลักษณะแวดล้อมทางธรรมชาติของจีน โดยจะมีหลังคาขนาดใหญ่อยู่ด้านบน รูปลักษณ์ของหลังคาจะโค้งงอ ปลายทั้งสองด้านจะยกสูงกว่าตรงกลาง ทำให้เกิดความรู้สึกโล่งสบาย ศาลาจีนก็มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่านี้เช่นกัน
ภายในศาลาจีนมีการนำเอาเทคโนโลยีล้ำยุคมาใช้ ผนวกเข้ากับแนวคิดเรื่องการประหยัดพลังงาน เสาหลักทั้งสี่ต้นบริเวณห้องโถงใหญ่ช่วยให้เกิดช่องระบายลมขนาดใหญ่รอบทิศ เหมาะแก่เมืองที่มีอากาศทั้งสี่ฤดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเช่นเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ผนังด้านนอกจะเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษที่ไม่แผ่รังสีและสร้างมลภาวะ กระจกประตูและหน้าต่าง ไม่เพียงจะช่วยสะท้อนพลังงานความร้อน ลดการใช้พลังงาน ยังมีการเคลือบสารชนิดหนึ่งที่ช่วยแปรแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานแสงของผนังด้านนอกอีกด้วย ด้านบนของศาลาจีนจะมีระบบเก็บกักน้ำฝน หลังผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์แล้ว สามารถนำกลับไปใช้ในห้องน้ำและล้างรถได้
ทว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีนในหลายสิบปีมานี้ ถือว่าน่าพอใจในระดับสูง การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกหลายครั้งที่ผ่านมา ย่อมแสดงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนบนเวทีโลก แต่ความแข็งแกร่งของชนชาติหนึ่งๆ มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ดัชนีทางเศรษฐกิจและความเจริญทางเทคโนโลยีเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนในชาติจำเป็นต้องเป็นผู้มีอารยธรรมและรู้จักมารยาทอันดีงามทางสังคม เหตุการณ์การแย่งชิงกันเข้าร่วมชมงานจนรั้วเหล็กพังระเนระนาดในงานระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่เตือนใจชาวจีนว่า ควรยกระดับจิตใจผู้คนไปพร้อมๆ กับระดับคุณภาพชีวิต
เพราะมิเช่นนั้น ตำแหน่งมหาอำนาจโลกอาจเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่ข้างในกลวงก็เป็นได้!







