
วิกฤตและอนาคตพลังงานไทย
เมื่อพูดถึงคำว่าอนาคตพลังงาน หลายคนคงอยากรู้ว่าอนาคตที่กำลังจะพูดถึงมันจะเป็นไปใน “ทางดี” หรือว่า “ทางร้าย” กันแน่
เมื่อพูดถึงคำว่าอนาคตพลังงาน หลายคนคงอยากรู้ว่าอนาคตที่กำลังจะพูดถึงมันจะเป็นไปใน “ทางดี” หรือว่า “ทางร้าย” กันแน่
โดย...ดร.เอกรินทร์ วาสนา
เมื่อพูดถึงคำว่าอนาคตพลังงาน หลายคนคงอยากรู้ว่าอนาคตที่กำลังจะพูดถึงมันจะเป็นไปใน “ทางดี” หรือว่า “ทางร้าย” กันแน่ ถ้าเป็นสไตล์แบบไทยๆ ก็คงต้องหวังพึ่งหมอดู ไม่ว่าจะฟันธง หรือจะคอนเฟิร์ม แต่สำหรับเรื่องของพลังงานแล้ว คงไม่มีใครต้องมาฟันธง หรือคอนเฟิร์ม เพราะเราก็พอจะเห็นภาพลางๆ ของอนาคตเราได้อยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เรามีในขณะนี้ มันก็บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วถึง “วิกฤต” ที่กำลังจะมาถึง
ก่อนที่จะไปถึงอนาคต เราคงต้องมองย้อนอดีตกันสักหน่อยว่าเรามีความเป็นมา เป็นไปในด้านพลังงานอย่างไร และทำไมประเทศเราถึงมายืนอยู่ ณ จุดนี้ จุดที่ประเทศเรามีความเปราะบางด้านพลังงานอย่างมาก ผมจะลองสรุปให้ฟังอย่างเป็นลำดับ เอาเป็นว่าขอเริ่มจากวิกฤตพลังงานในครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 ในปีนั้นทั่วโลกเกิดวิกฤตพลังงาน น้ำมันผลิตไม่พอกับความต้องการ นอกจากนั้นในประเทศไทยเองก็ยังประสบปัญหาด้านการผลิตไฟฟ้า ทำให้รัฐบาลในช่วงนั้นต้องออกมากำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน ทำแม้กระทั่งปิดปั๊ม หรือปิดสถานีโทรทัศน์ ซึ่งถ้าใครเกิดทันก็คงจะจำสภาพในตอนนั้นได้ดี แต่เหมือนประเทศเราจะมีบุญเก่า เพราะต่อมาอีกเพียง 3 ปี คือปี พ.ศ. 2524 มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จึงมีการสร้างโรงแยกก๊าซและแนวท่อก๊าซมากมาย เป็นยุคที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เรียกมันว่ายุค “โชติช่วงชัชวาล” พูดมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงคิดว่าอนาคตประเทศเราน่าจะสดใส แต่หารู้ไม่ว่าการที่เราค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั้น ทำให้มี
โครงการที่สำคัญโครงการหนึ่งต้องถูกเก็บใส่ลิ้นชักไว้ โครงการที่ว่านี้ก็คือโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งช่วงก่อนที่จะพบก๊าซธรรมชาตินั้น รัฐบาลมีมติให้ศึกษาความเป็นไปได้ และกำหนดที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศเราเรียบร้อยแล้ว โดยจะตั้งอยู่ที่อ่าวไผ่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แต่ด้วยเหตุผลทั้งด้านการเมืองและด้านมวลชน เมื่อเรามีก๊าซเองแล้ว รัฐบาลในช่วงนั้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโรง
ไฟฟ้าหลายๆ โรงมาเป็นก๊าซธรรมชาติ และนับตั้งแต่นั้นมา สัดส่วนในการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศเรา ภายใต้การดำเนินการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้น การจะพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างเดียว ก็เริ่มไม่เพียงพอเสียแล้ว จนถึงปี พ.ศ. 2540 ประเทศเราก็เริ่มเข้าสู่ศักราชแห่งการเป็น “เมืองขึ้นทางด้านพลังงาน” ของประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เริ่มจากประเทศพม่า ซึ่งเราได้วางแนวท่อก๊าซธรรมชาติจากพม่าเข้ามาทาง จ.ราชบุรี เพื่อส่งกระจายให้กับโรงไฟฟ้าหลายโรง นับจากปีนั้นจนถึงปีนี้ ปัจจุบันเรามีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึงประมาณ 70% เข้าไปแล้ว (เป็นก๊าซที่ซื้อจากพม่าถึงประมาณหนึ่งในสาม) ส่วนที่เหลือก็เป็นพลังงานจากถ่านหิน 20% พลังงานจากน้ำ 5% และพลังงานทดแทน ที่มีสัดส่วนเพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น
ดูเหมือนว่าประเทศเรากำลังมีปัญหาใหญ่กับการบริหารจัดการแหล่งพลังงาน แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีแผนเสียเลยทีเดียว ประเทศเรามีทั้งแผนพัฒนาพลังงานที่เราเรียกว่าแผน PDP ซึ่งผ่านมาหลายเวอร์ชัน กระทรวงพลังงานได้จัดทำไว้อย่างเรียบร้อย ปัญหาตอนนี้ก็คือ แล้วจะทำได้ตามแผนหรือไม่ และจะทำอย่างไร เนื่องจากมักมีองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งภายนอกและภายในที่เข้ามากระทบทำให้ต้องปรับแผนกันอยู่เสมอๆ
ขอเริ่มจากแผนพัฒนาพลังงานของกระทรวงพลังงานที่เรียกว่า PDP2007 ฉบับแก้ไขใหม่ ถ้าเราจะสรุป PDP2007 แบบรวมๆ ก็คือ ในช่วงปี พ.ศ. 25522564 จะต้องมีกำลังไฟฟ้าใหม่ที่ต้องเพิ่มขึ้นทั้งหมด 30,390 เมกะวัตต์ โดยประเทศเราจะต้องหาแหล่งพลังงานเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าในปี 2564 ให้ได้จำนวน 52,028 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2552 กว่า 100% และจากผลของ PDP 2007 นี่เอง ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากตามแผน มีการระบุว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 25632564 ปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้ เอ็นจีโอ หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ถึงการประมาณการความต้องการไฟฟ้าตามแผนนี้ ที่ดูจะ “สูงกว่าความเป็นจริง” และความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
จนล่าสุดในปีนี้ทางกระทรวงพลังงานได้คลอดแผน PDP2010 ฉบับล่าสุด ที่มีการปรับค่าการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยมีการปรับลดความต้องการไฟฟ้าของปี พ.ศ. 2564 ลงถึง 7,716 เมกะวัตต์ ถ้าจะเทียบเป็นโรงไฟฟ้าก็หายไป 56 โรงจากที่ประมาณไว้เดิม โดยคราวนี้มีการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยยาวไปถึงปี พ.ศ. 2573 โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 52,890 เมกะวัตต์ หรือเติบโตขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับความต้องการ ณ วันนี้ (2.9 หมื่นเมกะวัตต์) โดยเป้าหมายหลักคือ ต้องใช้แหล่งพลังงานที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งแหล่งพลังงานที่จะถูกนำมาใช้ตามแผนใหม่ ก็คือ พลังงานทดแทนทุกชนิด แต่เมื่อพิจารณาจากศักยภาพของประเทศเรา ก็มีให้ใช้ได้เพียง 5% ของความต้องการทั้งหมดเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่ปล่อยมลพิษต่ำก็อยู่ในแผนนี้ด้วย ทำให้อัตราส่วนการใช้ถ่านหินตามแผนเพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยไปลดการใช้ก๊าซจากเดิม 70% ให้เหลือเพียง 60%และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ใหม่สำหรับบ้านเราก็คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งตามแผนใหม่ระบุไว้ที่ 5,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 11%
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องตั้งหน้าตั้งตาลดการใช้ก๊าซที่ดูจะสะอาดที่สุด คำตอบก็คือ “ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดไปในไม่เกิน 20 ปี” ถ้าเราไม่รีบหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ คงหนีไม่พ้นเป็น “เมืองขึ้นด้านพลังงาน” ของเพื่อนบ้าน ไม่ว่า พม่า ลาว มาเลเซียหรืออนาคตอาจต้องซื้อไฟฟ้าจากเวียดนามที่เขากำลังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนหลายโรงไปก่อนเราแล้ว ก็คงต้องฝากความหวังไว้กับ “รัฐบาล” และ “กฟผ.” ให้ดำเนินการตามแผนอย่างจริงจัง เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หาไม่แล้วประเทศไทยเราคงไม่ได้เป็นพี่ใหญ่แห่งอาเซียนอีกต่อไป เพราะลมหายใจแห่งเศรษฐกิจซึ่งก็คือพลังงานไฟฟ้า เรายังต้องพึ่งพาจากต่างชาติ ท่านลองดูยูเครนกับรัสเซียเป็นตัวอย่างก็คงพอได้ ก็คงได้แต่ภาวนาขออย่าให้ประเทศเราต้องเป็นทาสด้านพลังงานเหมือนที่ยูเครนเป็น เพราะต้องซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเลย สาธุ..







