posttoday
ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

26 มกราคม 2562

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/วันวิสา เหมือนศรี

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/วันวิสา เหมือนศรี


นโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)-(Small-and Medium-size Enterprises, SME) ให้เติบโตและอยู่รอด เพราะโดยเฉลี่ยแล้วอายุเอสเอ็มอีจะอยู่รอดได้แค่ 3-5 ปีเท่านั้น เนื่องจากยังขาดแคลนด้านเงินทุน ความสามารถในการบริหารจัดการบุคลากร

สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะตลาดในอนาคตไม่ใช่แค่ 60 ล้านคนในประเทศอีกต่อไป แต่คือคนทั้งโลก การปรับตัวของเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของตนเอง สร้างนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ซ้ำกับสินค้าของรายอื่น การรวมกลุ่มกับผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

เศรษฐกิจดิจิทัลพาเอสเอ็มอีไทยบุกโลก

รายงานวิจัยในชื่อ “Global is the New Local : The Changing International Trade Patterns of Small Businesses in Asia Pacific” งานสำรวจและวิจัยนี้ถูกจัดทำขึ้นโดย Harris Interactive สนับสนุนโดยเฟดเอ็กซ์ เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสสำหรับการส่งออกในตลาดโลก และความท้าทายต่างๆ ที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องเผชิญ

ในปัจจุบันการส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีสู่นอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 71% คิดเป็นอัตราการส่งออกข้ามภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 254% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ในภาคการส่งออกต่างลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้ประโยชน์จากรูปแบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ เอสเอ็มอีจำนวนมากต่างยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 โดยคาดว่าจะมีผู้หันมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของประเทศไทย ผลสำรวจจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตขึ้นราว 20% และคาดว่าในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเป็น 24.6%

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

พร้อมกันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้จัดสรรงบประมาณจำนวนสูงถึง 1,200 ล้านบาท (37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2561 เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีให้มีความเติบโต ทั้งในส่วนของผู้ลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ สสว.มีเป้าหมายที่จะยกระดับการตระหนักรู้ของเอสเอ็มอีในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และช่วยส่งมอบประสบการณ์โดยรวมที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า

รายงานข้อมูลเชิงลึกชิ้นนี้ ร่วมกับแรงขับเคลื่อนของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนเอสเอ็มอี แสดงให้เห็นว่าการค้าออนไลน์กำลังจะพลิกโฉมหน้ารูปแบบการทำธุรกิจของโลกใบนี้ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลัง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในเรื่องอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบ B2C โดยมียอดการค้าในไตรมาสแรกของปี 2561 คิดเป็น 40% ของยอดขายอี-คอมเมิร์ซจากทั่วโลก

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

ในประเทศไทย รายได้จากอี-คอมเมิร์ซในปี 2561 ทั้งสิ้นมีจำนวน 7,030 ล้านบาท และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (ปี 2561-2565) อยู่ที่ 13.2% ด้วยหลักการข้อหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ที่ว่า “จะสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจผ่านระบบเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์ จึงทำให้เอสเอ็มอีไทยหลายรายเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตต่อไปในต่างแดนได้

“Global Need” จับกลุ่มย่อยในตลาดโลกที่ใช่

ในปี 2562 นี้ สสว.ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาช่องทางการตลาด สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง ของขวัญและของที่ระลึก ในการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและสร้างรายได้เพิ่ม

มีการจัดอบรมสัมมนาความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศและรับสมัครผู้ประกอบการ ตลอดจนจัดกิจกรรมขยายช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ซึ่งในปี 2562 นี้ จะคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรวมทั้งสิ้น 8 งาน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ส.ค. ได้แก่ มหกรรมการค้าสู่ตลาดโลก (Bloom Bazaar) งานเดียวที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีได้ขยายเวทีการค้าสู่ตลาดโลก จะคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมงานภายใต้โครงการนี้มากถึง 192 กิจการ ไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 8 งาน คือ

1.งาน Ambiente Frankfurt ณ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8-12 ก.พ. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 10 กิจการ

2.งาน Thai fair 2018 ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เดือน มี.ค. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

3.งาน Malaysia International Halal Showcase ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 3-6 เม.ย. จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

4.งาน HKTDC Hong Kong Gifts and Premium Fair 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

5.งาน Ambiente India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 22 กิจการ

6.Thai SME Festival Japan ณ ประเทศญี่ปุ่น (เมืองนางาซากิ และเมืองฟุกุอิ) เดือน ส.ค.และเดือน ก.ย.จำนวนผู้ประกอบการ 40 กิจการ

7.งาน Food Taipei 2019 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

8.งาน HKTDC Food EXPO 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา สสว.ได้นำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและทดสอบตลาดในต่างประเทศ โดยเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา และสินค้าของขวัญของชำร่วย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงของเอสเอ็มอีไทย มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 118 กิจการ เกิดการเจรจาธุรกิจถึง 1,400 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,500 ล้านบาท

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

สำหรับโครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการดำเนินโครงการตามแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 4 (SME 4.0) เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยเป็นโครงการที่เน้นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาเป็นผู้ส่งออก

การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไกระบบการช่วยเหลือเงินสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ดำเนินการอย่างมีระบบ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศ สร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าและการตลาดในปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการได้กำหนดกลยุทธ์ต่างๆ สำหรับตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ผู้ประกอบการได้สร้างพันธมิตรและขยายความสัมพันธ์กับเครือข่ายทางการค้าทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. ได้เปิดเผยถึงแนวทางในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบตลาด และสนับสนุนการขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ

ในปีนี้ สสว.มุ่งหวังที่จะทำให้เกิดมูลค่าการซื้อขายและยอดการเจรจาธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าการสั่งซื้อจากการร่วมออกงานต่างๆ ตลอดทั้งโครงการ ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท และเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจอีกไม่น้อยกว่า 2,400 คู่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศอีกไม่น้อยกว่า 2,100 ราย นับว่าเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการ ได้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าระดับสากลอย่างแท้จริง เป็นการต่อยอดการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

“เมื่อส่งเสริมแล้ว การวัดผลที่ดีที่สุด คือ เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น และในทุกๆ กิจกรรมของ สสว.ที่ผ่านมาเราก็จะตบด้วยการตลาดหมด เพราะมันเป็นตัวบ่งชี้ พอปีนี้ก็เล่นเกมเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากว่าแผนแม่บทฉบับที่ 4 ของ สสว. เราต้องยกระดับส่งเสริมเอสเอ็มอีให้สู่สากล และการส่งเสริมสากลมันจะมีหลากหลายรูปแบบ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วก็การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็เป็นกลไก

แล้วเลยมองว่าเอสเอ็มอีโดยทั่วไปจะเป็นรายเล็ก เวลาที่แข่งขันกับตลาดใหญ่ๆ มันก็จะยาก เราเลยอยากจะให้มันเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เราใช้คีย์เวิร์ดว่า “Global Need” แปลว่าจับกลุ่มย่อยๆ ในตลาดที่ใช่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ พัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ใช่ให้ตรงตามเป้าหมายเอสเอ็มอี ก็จะเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จึงใช้กลไกนี้ทดลองในปีที่แล้ว ในหลากหลายกิจกรรม”

ปีนี้ ผู้อำนวยการสุวรรณชัย มองว่าต้องพลิกเกมทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยปีที่แล้วพาเอสเอ็มอีไทยไปนางาซากิ

“การทดลองของ สสว. เนื่องจากตลาดนางาซากิไม่ได้เป็นตลาดใหญ่ เป็นตลาดเมืองรอง เดินทางจากสนามบินอื่นไปเพราะไม่มีสนามบินลงในเมืองนั้น แต่ที่เรากล้าเพราะมองว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรเหมาะสมกับไซส์ธุรกิจเอสเอ็มอี มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวจำนวนมาก

ในการประกาศความเป็นไทยให้โลกได้รู้จัก ปักหมุดตรงนั้น คนญี่ปุ่นก็ซื้อคนต่างประเทศก็ซื้อ พอทดลองเสร็จก็เจอความต้องการที่มันใช่ พอพาผู้ประกอบการไปขาย 20 คนแล้วก็ได้ผลตอบรับที่ดี มองว่าเอสเอ็มอีไทยเหมาะกับเมืองรองที่มีความน่าสนใจเลยเป็นประเด็นให้เราเอาสินค้าที่ใช่ไปอยู่ในที่ที่ใช่

เอสเอ็มอีไทยต้องประสบความสำเร็จและไม่เกินขีดความสามารถของตัวเอง อันนี้ผู้ว่าเมืองฟูกุโอกะติดต่อเรามาเองเพราะต้องการแบบนี้ การเอาจริงเอาจังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย แล้ววิน-วิน เท่ากันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็เลยเป็นโมเดล ที่ทำให้ปีนี้เราออกแบบแพลตฟอร์มใหญ่ตั้งแต่ต้นปี กลไกแบบนี้ควรจะอยู่ที่ตลาดไหนบ้าง เอสเอ็มอีจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

อีกด้านที่ สสว.ทำในปีที่แล้ว ก็คือ สสว.ไม่ได้เป็นด่านแรกในการเลือกแต่เราเอาผู้ซื้อ (Bayer) ตัวจริงของตลาดนั้นๆ มาเป็นตัวเลือกสินค้าอะไรไปที่นั่น คือจะเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อคัดเลือกด้วยตัวเอง แผนงาน “ยกระดับ SME เพื่อชาติ” ผู้อำนวยการ สสว. บอกว่า แผนงานปีนี้มี 8 งาน ใน 8 เดือน ในต่างประเทศ

“เฉลี่ยคือนำผู้ประกอบการไปต่องานประมาณ 20 ราย เมื่อพาไปออกงานก็จะมีการติดตามผล ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเรา Pre-sale จริงจังเลย เพื่อส่งให้เขาไปต่างประเทศจริงจัง วัดผลรายได้ยอดขายของเขาโตขึ้นไหม เป้าหมายสูงสุดของ สสว.ที่ผ่านมา คือ องค์ความรู้นั้นต้องอยู่ที่ผู้ประกอบการอย่างจริงจัง คือ ให้เขาทำเองให้เป็น เมื่อเขาเจอผู้ซื้อจริง เขาขายได้จริงเมื่อไหร่ เขาค่อยปล่อย เป็นการส่งสัญญาณว่าเอสเอ็มอีไทยต้องตื่นตัวในการยกระดับด้วยตัวเอง”

สุวรรณชัย ย้ำว่า เป็นภารกิจยกระดับเอสเอ็มอีเพื่อชาติ มันเป็นภารกิจหลักเลย สสว.มีหน้าที่ตั้งแต่กำหนดนโยบาย ส่งเสริม ดูแลการทำงานให้เกิดภาคปฏิบัติการ ติดตามประสานงานกับอีก 9 กระทรวง ให้ดูแลกิจกรรมด้านเอสเอ็มอี เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ในการทำงานร่วมกันหมด เราต้องมีบูรณาการ สสว.จึงใช้เครื่องมือเชื่อมโยง 9 กระทรวง ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า SMEONE www.SMEONE.info ติดต่อที่เดียวคอนเนกไปได้ทุกที่ ครบในที่เดียวผ่าน Digital platform กระทรวงใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ SME ขอให้บอก สสว.เราจะช่วยเป็นสะพานเชื่อมกลุ่มลูกค้าไปให้คุณสูงสุด ไม่ต้องวิ่งไปติดต่อหลายกระทรวงให้ยุ่งยากอีกต่อไป มาที่นี่เป็น One-Stop Service ซึ่ง SME ONE เปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีมากกว่า 50 หน่วยงาน ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับ สสว. ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เห็นการเติบโต งานหลักเชิงนโยบายที่ สสว.ต้องทำมี 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ Transformation การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน สอง คือ การทำการค้าสู่สากลหรือมาตรฐานสู่สากล สาม คือ สร้างเครือข่ายให้เติบโต เครือข่ายของผู้ประกอบการ เครือข่ายของที่ปรึกษา เครือข่ายของสถาบันพัฒนาต่างๆ”

สุดท้าย สุวรรณชัย สรุปถึงปี 2562 จะเป็นปีที่จะเพิ่มการยกระดับจากประสบการณ์ปีที่แล้วที่ค้นพบว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องเร่ง ว่าการไปสู่อนาคต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“เราสานต่อจากสามสิ่งนี้ แต่เพิ่มกลยุทธ์ที่เรียกว่า SME one night station ผ่านสปีดโมเดล ที่ S มาจากคำว่า Smart ต้องทันโลกทันต่อเหตุการณ์ต้องอัพเดทตัวเอง Smart มันรวมถึงคาแรกเตอร์ด้วย อันที่สอง P คือ Proactive หมดยุคที่อยากรู้แล้วรอคนมาบอก เราต้องแสวงหา

สองข้อ S กับ P มันเป็นการปรับทัศนคติและลักษณะให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน E มาจาก Exchangies เพิ่มขีดความสามารถทางการค้า เพราะเอสเอ็มอีแข่งกับรายใหญ่ อย่างไรก็แพ้ เพราะรายใหญ่ถูกกว่า เอสเอ็มอีจึงต้องแตกต่าง โดดเด่นอย่างสร้างสรรค์ และตรงกลุ่มเป้าหมาย

และสุดท้าย D คือ Digital เพราะโลกตอนนี้มันเป็น Digital แล้ว เราจึงออกแพลตฟอร์มอีกหนึ่งอันคือ SME connext เป็นแอพพลิเคชั่นทั้งระบบ IOS และ Android ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจะสามารถทราบข้อมูลของ สสว.ได้เกือบทั้งหมด ทั้งองค์ความรู้ โครงการ สิทธิประโยชน์” 

ข่าวล่าสุด

ธอส.อัดฉีดสินเชื่อใหม่ 9.5 หมื่นล้าน ดันคนไทยมีบ้านทะลุแสนบัญชี ลุย Green Loan

ธอส.อัดฉีดสินเชื่อใหม่ 9.5 หมื่นล้าน ดันคนไทยมีบ้านทะลุแสนบัญชี ลุย Green Loan