
เจ็บ...ตามดู รู้ให้ทัน
สัจธรรมของชีวิตประการหนึ่งของคนเราคือมีความเจ็บเป็นธรรมดา และความเจ็บนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่าเจ็บมีอยู่ 2 ประการ นั่นก็คือเจ็บกายและเจ็บใจ...
สัจธรรมของชีวิตประการหนึ่งของคนเราคือมีความเจ็บเป็นธรรมดา และความเจ็บนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่าเจ็บมีอยู่ 2 ประการ นั่นก็คือเจ็บกายและเจ็บใจ...
เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
สัจธรรมของชีวิตประการหนึ่งของคนเราคือมีความเจ็บเป็นธรรมดา และความเจ็บนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่าเจ็บมีอยู่ 2 ประการ นั่นก็คือเจ็บกายและเจ็บใจ
พระพุทธองค์ตรัสว่า ในโลกมนุษย์นั้นจะหามนุษย์ที่ไม่เจ็บทางกาย คือไม่ป่วย ไม่ไข้เลย จนกระทั่งอายุขัยได้ 100 ปี ไม่เคยเฉียดกายเข้าไปใกล้โรงพยาบาล คนเช่นนั้นก็ยังมีอยู่ในโลก แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสอีกว่า แต่จะหาคนที่ไม่เคยเจ็บหรือป่วยทางใจเลย แม้แต่สัก 1 วินาที ในโลกนี้หายากแสนยากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นที่บอกว่าความเจ็บเป็นธรรมดานั้นก็มีอยู่ 2 สถานด้วยกัน นั่นก็คือ 1.เจ็บกายเป็นธรรมดา 2.เจ็บใจก็เป็นธรรมดา
เจ็บกายนั้นเมื่อเราเจ็บป่วยทางกาย เราให้หมอรักษา ส่วนเจ็บทางใจคือความทุกข์ที่เกิดจากโรคหรือกิเลส ได้แก่ โรคคือความโลภ โรคคือความโกรธ โรคคือความหลง ที่มันสั่งสมหมักหมม ที่มันกัดกินในใจเราเหมือนที่มันกัดกินสนิมในเหล็กนั้น ถ้าเราไม่ได้ธรรมโอสถรักษา เราก็จะเจ็บหนักหนาสาหัสบาดเจ็บเรื้อรัง ไม่จบไม่สิ้น
ฉะนั้น ในบรรดาความเจ็บทั้ง 2 ประการนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า สำหรับผู้มีปัญญา เมื่อไรก็ตามที่เขาเจ็บกายหากเขารู้เท่าทัน การเจ็บกายจะไม่ทำให้เขาเจ็บใจ แต่เมื่อไรที่เขาไร้ปัญญา ทันทีที่เจ็บกายก็ทำให้เจ็บใจตาม เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า หากเราศึกษาธรรมะเอาไว้ เราเจ็บกาย เปรียบเสมือนเราถูกลูกศรความทุกข์ดอกที่ 1 ปักเข้าไปที่กาย แต่พอเราขาดสติไม่มีธรรมะก็จะทุรนทุรายเพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา กังวลเรื่องนั้น กังวลเรื่องนี้ กายป่วยและใจป่วยซ้ำเข้าไปอีก ก็เท่ากับเราหาลูกศรดอกที่ 2 มาเสียบลงไปที่ใจของเราอีก
ฉะนั้น ในการเจ็บนั้น คนธรรมดาๆ ก็มักจะเจ็บเพราะถูกลูกศรทั้ง 2 ดอกทิ่มแทงพร้อมๆ กัน
การป่วยการทำให้ทุกข์ นี่คือลูกศรดอกที่ 1 การรู้ไม่เท่าทันความเจ็บไข้ทางกายทำให้เกิดความกังวล ก็กลายเป็นลูกศรแห่งความทุกข์ ดอกที่ 2 นี่สามัญปุถุชนคนธรรมดาจะเป็นอย่างนี้ แต่สำหรับปัญญาชนนั้น เมื่อกายเจ็บ ท่านรู้เท่าทันว่ากายก็เป็นอย่างนี้ วันหนึ่งก็มีธรรมดาว่าจะต้องป่วยต้องไข้ พอรู้เท่าทันปั๊บ ก็ถูกลูกศรดอกที่ 1 ที่เกิดจากความป่วยเพียงดอกเดียวทิ่มแทง แต่ใจของท่านนั้นท่านยังคงรักษาปกติภาพของท่านเอาไว้ได้ ท่านก็เลยไม่ถูกศรแห่งความทุกข์ดอกที่ 2 ทิ่มซ้ำลงไปอีก
มนุษย์เราจำนวนมากนั้น เมื่อป่วยกายแล้ว ขาดสติ ขาดธรรมะ ก็มักจะพากันป่วยใจ พอป่วยใจแล้ว โรคบางโรคในทางกายนั้นไม่ร้ายแรงอะไร แต่เพราะใจไม่สู้ เพราะใจขาดสติ ก็พลอยทรุดฮวบลงมา เลยกลายเป็นว่า กายป่วยแล้วทำให้ใจป่วย พอใจป่วยก็กลายเป็นว่าย้อนกลับมาเล่นงานกายให้ป่วยหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก
ฉะนั้น เราทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธก็ดี มิใช่เป็นชาวพุทธ แต่เป็นพวกใฝ่สัจธรรมก็ดี ควรจะบอกตัวเองเสมอไปว่า เมื่อไรก็ตามที่เราป่วยกายหรือป่วยใจ ควรจะบอกตัวเองเสมอไปว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราป่วยกายหรือป่วยใจ ให้ตระหนักรู้ว่า การป่วยนั้นก็เป็นธรรมดา ในโลกนี้มีใครบ้างที่เกิดมาแล้วไม่ป่วย หากเขาหลุดรอดจากป่วยกายไปได้ เขาก็ไม่พ้นการป่วยทางใจ ฉะนั้น เมื่อการป่วยทางกายการป่วยทางใจเกิดขึ้น แทนที่จะหนีความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น เราควรจะหันมาสบตากับความป่วย ถ้าเราเรียนรู้ที่จะสบตากับความป่วย ก็จะก่อให้เกิดภาวะป่วยเป็นก็เป็นสุขได้
อาตมภาพยกตัวอย่างเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ เมื่อท่านเริ่มป่วยเพราะชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรานั้น ท่านเริ่มเรียนรู้ที่จะเข้าใจความป่วยของตนเองด้วยการเฝ้าสังเกตกิริยาอาการของความป่วย ว่ากันว่ามีอยู่วันหนึ่ง คุณหมอไปติดกริ่งไว้ที่กุฏิของท่าน แล้วสั่งความเอาไว้ว่า ถ้าหากท่านรู้สึกไม่สบายความดันขึ้นเมื่อไรให้ท่านกดกริ่ง ปรากฏว่าวันหนึ่ง คุณหมอก็ไปเยี่ยมท่านพุทธทาสเห็นท่านเหงื่อแตกพลั่กๆ อยู่ในกุฏิ ความดันขึ้นสูงมาก แต่ท่านไม่ยอมกดกริ่งให้ลูกศิษย์รู้เลย คุณหมอก็ถามว่า “หลวงพ่อ ทำไมท่านถึงทรมานตัวเองอย่างนี้”
ท่านพุทธทาสบอกว่า “อาตมภาพไม่ได้ทรมาน แต่อาตมภาพนั่งดูความป่วยของอาตมภาพ ดูสิว่าป่วยอย่างนี้แล้วจะส่งผลเป็นอะไรต่อไป” อันนี้แหละเรียกว่าป่วยอย่างมีปัญญา คือ แทนที่จะถูกความป่วยคุกคามเล่นงาน แต่ท่านกลับหันมามองดูความป่วยแล้วเอาความป่วยนั้นเป็นครูอาจารย์ ศึกษาความป่วยจนเป็นปัญญา ป่วยเป็นก็เป็นสุขได้







