
งานหนักของทีมยกน้ำหนัก
หนึ่งในชนิดกีฬาที่ไทยก้าวไปไกลถึงระดับโลก และเคยทำให้เพลงชาติไทยดังกระหึ่มในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกมาแล้ว คือ ยกน้ำหนัก
หลายคนอาจจะมองว่า ในเมื่อจอมพลังไทยยกมาตรฐานขึ้นไปถึงระดับโลก การแข่งขันในเวทีระดับทวีปเอเชียอย่างเอเชียนเกมส์คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงนักกีฬาไทยเท่าใดนัก
แต่ต้องขอบอกว่า ไม่ใช่เลย!!!
ชาติที่ถือว่าเป็นเต้ยในกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียทั้งสิ้น พิสูจน์ได้จากโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่ผ่านมา ชาติในเอเชียกวาดเหรียญทองรวมกันได้ถึง 13 จาก 15 เหรียญ โดยที่เหลือเป็นของ เบลารุสกับเยอรมนี ที่แบ่งกันไปชาติละเหรียญ
และมหาอำนาจวงการกีฬายกน้ำหนักโลกก็คือ จีน เจ้าภาพกว่างโจวเกมส์ครั้งนี้นี่แหละ โดยจอมพลังแดนมังกรส่งนักกีฬาทั้งชายและหญิงครบโควตา 15 คน ในการชิงชัยทั้งหมด 15 เหรียญทอง พร้อมความหวังกวาดเหรียญทองเป็นกอบเป็นกำให้ได้มากที่สุด
ขณะที่จอมพลังไทย ซึ่งส่งเต็มโควตาชาย 8 และหญิง 7 คน ก็ต้องการขัดขวางพวกเขาไว้ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไทยคว้ามาได้ 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง โดยเหรียญทองเดียวที่ได้เป็นผลงานของ ปวีณา ทองสุก ที่ทำผลงานกระหึ่มด้วยการสร้างสถิติโลกใหม่ในขณะนั้น แต่ว่า 2 ปีต่อมา อาการบาดเจ็บทำให้เธอตัดสินใจอำลาเวทียกเหล็ก
และนั่นทำให้โอกาสที่ทีมชาติไทยจะคว้าอย่างน้อยสัก 1 เหรียญทอง ตามที่คณะกรรมการเตรียมนักกีฬาวางเป้าหมายไว้ในศึกเอเชียนเกมส์คราวนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ความหวังสูงสุดของทีมชาติไทยฝากไว้ในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง ซึ่งไทยส่งฮีโร่โอลิมปิก 2008
“น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล แข่งขันรุ่นนี้ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่เธอคว้าเหรียญเงินเมื่อ4 ปีก่อนทีมจอมพลังสาวยังมีนักกีฬาที่ผ่านโพเดียมเหรียญรางวัลในเอเชียนเกมส์ครั้งที่แล้วอยู่เกือบครบทีม ไม่ว่าจะเป็น เพ็ญศิริ เหล่าศิริกุล และ เปรมศิริ บุญพิทักษ์ ที่ช่วยกันคว้าเหรียญเงินและเหรียญทองแดงในรุ่น 48 กิโลกรัม รวมทั้ง วันดี คำเอี่ยม เหรียญเงินในรุ่น 58 กิโลกรัม ที่เป็นถึงอดีตเหรียญทองแดงโอลิมปิกเมื่อปี 2004
นอกจากนี้ ยังมีคลื่นรุ่นใหม่อย่างชิดชนก พูลทรัพย์สกุล ที่พกพาดีกรีเหรียญเงินยูธ โอลิมปิก ลงแข่งขันในรุ่น 75 กิโลกรัมขึ้นไป จะติดก็แต่เพียงประสบการณ์บนเวทีใหญ่ยังน้อยนัก ส่วนในทีมชาย ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาดาวรุ่ง ซึ่งประสบการณ์ยังไม่มากนัก โอกาสคว้าเหรียญจึงเป็นเรื่องยาก
ด้วยเหตุนี้ ความหวังของทีมยกน้ำหนักไทยจึงฝากไว้ที่จอมพลังหญิงทั้งหมด โดยจะเป็นรุ่น 48, 53 และ 58 กิโลกรัม
ขณะที่
“เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความหวังเหรียญทองว่า ยังไม่อยากจะฟันธงว่าจะได้กี่เหรียญ เพราะต้องรอประเมินรายชื่อของคู่แข่ง ซึ่งจะทราบในวันที่11 พ.ย. เสียก่อนทั้งนี้ นอกจากจะต้องรอดูคู่แข่งแล้ว เสธ.ยอด เผยว่า ต้องดูความพร้อมนักกีฬาของเราด้วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะ เพ็ญศิริ และ เปรมศิริ ที่มีปัญหาเรื่องจิตใจหลังเวที ซึ่งได้เตรียมให้นักจิตวิทยาเข้าไปช่วยเหลือในวันแข่งขัน ส่วนคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย นอกจากเจ้าภาพแล้ว ยังมี คาซัคสถาน และเกาหลีเหนือ
ว่าแล้วก็ขอยืมวลีเด็ดของ
“น้องอร” อุดมพร พลศักดิ์ มาให้กำลังใจจอมพลังไทยทุกคนเสียหน่อยสู้โว้ยยย !!!







