
จิตตวิถี (ตอน ๓)
ปุจฉา : ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ เราจะมีวิธีการดำรงรักษาความนึกคิดของเราให้อยู่ในร่องของความเป็นกุศลอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร คือ รู้สึกว่า จิตคนเรานั้นมักไม่ค่อยคิดเป็นกุศล ชอบคิดเป็นอกุศล แต่พอบางทีรู้ทัน ก็พยายามปรับให้พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพื่อรักษาความเป็นกุศลจิต ทำเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่คะ
ปุจฉา : ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ เราจะมีวิธีการดำรงรักษาความนึกคิดของเราให้อยู่ในร่องของความเป็นกุศลอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร คือ รู้สึกว่า จิตคนเรานั้นมักไม่ค่อยคิดเป็นกุศล ชอบคิดเป็นอกุศล แต่พอบางทีรู้ทัน ก็พยายามปรับให้พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพื่อรักษาความเป็นกุศลจิต ทำเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่คะ
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ เราจะมีวิธีการดำรงรักษาความนึกคิดของเราให้อยู่ในร่องของความเป็นกุศลอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร คือ รู้สึกว่า จิตคนเรานั้นมักไม่ค่อยคิดเป็นกุศล ชอบคิดเป็นอกุศล แต่พอบางทีรู้ทัน ก็พยายามปรับให้พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพื่อรักษาความเป็นกุศลจิต ทำเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่คะ
วิภา ณ ซิดนีย์
วิสัชนา : “จิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นบุญหรือเป็นบาป มันให้คุณหรือให้โทษ มันนึกคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์”
การสร้างกำลังอย่างนี้ ต้องสร้างกำลังสติที่เป็นสัมมาสติ และต้องประกอบความเพียรชอบ ระลึกรู้ชอบ สัมมาวายามะ อันเป็นอำนาจธรรมอุปการะให้จิตนั้นมีความสงบ ตั้งมั่นแน่วแน่และมั่นคงรวมอยู่กับการรู้ที่มีความเสมอ คือทำจิตให้เสมอ ก็เหมือนคลื่นแห่งทะเล คลื่นน้ำ ที่พลิ้วริ้วเป็นลูกคลื่นทั้งหลาย ก็ราบเรียบลงเมื่อทำจิตให้เสมอ เมื่อจิตมันเสมอ มันก็หยุด หยุดการเคลื่อนไหวยักย้ายถ่ายเทไปมาอันยากที่จะควบคุม มันหยุดเมื่อเราควบคุมได้
เมื่อเราควบคุมให้นิ่งสงบไป จิตนั้นก็ค่อยๆ คลายสภาพ คืนคลายกลับมาเป็นตัวรู้ที่ไม่ปรุงแต่งเรียกว่าใจ ความไม่ปรุงแต่งของจิตที่เรียกว่าใจนั้นเป็นธรรมชาติของมัน เป็นปกติของธาตุตัวรู้ที่รู้สงบนิ่ง ไม่ปรุงแต่ง ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในอารมณ์ทั้งหลาย เมื่อเรานั่งอยู่ในห้อง ในกุฏิ ถ้าเราไม่ส่งจิตออกไปภายนอก อยู่แต่ในกุฏินั้น ก็ไม่ไปรับรู้สิ่งที่เป็นความปรุงแต่งภายนอก ใครจะด่าจะว่ากัน ใครจะรักจะชังกัน บ้านเมืองจะมีความวุ่นวายขนาดไหน มีคนประท้วง ไม่ประท้วง มีการรบราฆ่าฟันกัน
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







