posttoday
ตอบปัญหานิสิตปริญญาโทด้วยความรู้ธรรมดาๆ!!(ตอน ๕)

ตอบปัญหานิสิตปริญญาโทด้วยความรู้ธรรมดาๆ!!(ตอน ๕)

15 ตุลาคม 2553

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพอย่างสูง

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพอย่างสูง

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพอย่างสูง

กระผมนายสรรพศักดิ์ นิสิตปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญปัญหาอะไรก็ตามในชีวิตเพียงลำพัง มีแรงกดดันมาจากรอบข้าง พระอาจารย์มีหลักธรรมอันใดให้ผมและเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันที่พบปัญหาพึ่งพาเป็นหลักคิด หลักใจได้บ้างครับ ด้วยความเคารพศรัทธาในพระศาสนา “ใคร่ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า...การรักษาศีล ๘ ในวันพระได้บุญมากกว่าการรักษาศีลในวันธรรมดาหรือเปล่า? ตรงนี้พระอาจารย์มีวิสัชนาอย่างไรครับ?”

วิสัชนา : จากที่กล่าวมา คงจะนำไปสู่การสรุปได้ว่า หากจะกล่าวอ้างว่า ทำบุญรักษาศีล ๘ ในวันพระได้บุญมากกว่าวันธรรมดานั้นจริงไหม!? โดยเมื่ออ้างอิงเหตุปัจจัยสัมพันธ์... และหากสาวสืบไปให้ถึงความจริงขั้นสูงสุด ตามที่กล่าวในบทบาลีธรรมสุดท้าย ก็คงจะตอบได้อย่างชัดเจนว่า “จริงหรือที่กล่าวว่า ทำบุญรักษาศีล ๘ ในวันพระได้บุญมากกว่าวันธรรมดา...”

สำหรับในส่วนปัญหาที่ถามมาในเบื้องต้นของ “สรรพศักดิ์” กรณีประสบปัญหาในกระบวนการศึกษา ซึ่งเกิดจากการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ที่ยังไม่บรรลุผล จนทำให้ดูเหมือนว่า ต้องสูญเสียเวลา เสียโอกาส ในการเริ่มต้นชีวิตดังที่กล่าวว่า ใน ๑ ปี ที่ต้องจมไปกับ Thesis ซึ่งทำให้เสียโอกาสได้งาน

การได้รับทุนดีๆ จนนำมาสู่คำถามที่ว่า “เมื่อประสบปัญหาอยู่เพียงลำพัง จนดูเหมือนว่า จะโดดเดี่ยว เหงา ว้าเหว่ และว้าวุ่น!! ด้วยแรงกดดันรอบข้าง จะยึดหลักธรรมอันใด เพื่อออกมาจากห้วงแห่งความทุกข์ใจที่เกิดจากปัญหาดังกล่าว... และเพื่อการสร้างกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไป... จนกว่าจะถึงความสำเร็จ...”

จากปัญหาดังกล่าวตามที่ได้พิจารณาดูแล้ว ก็น่าเห็นใจ กับการเผชิญปัญหาอุปสรรค... ซึ่งทุกคนที่ประสบปัญหาก็ต้องทำความเข้าใจว่า “ในทุกสภาวธรรม ย่อมมีเกิดขึ้นและดับไป ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ “อันนี้เป็นกฎธรรมชาติ” ที่นำไปสู่ความเข้าใจในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจให้รู้ในกฎความจริงข้อนี้ เพื่อนำมาปรับสภาพความพร้อมในปัจจัยสัมพันธ์ของกายจิตจะได้สร้างเงื่อนไขให้เป็นไปตามความประสงค์ โดยต้องยึดหลักคตินิยมอันหนึ่งว่า “ปัญหา (เงื่อนไข) มีไว้ให้ทำปัญญา (คือ พิจารณาสืบสาวเพื่อรู้เข้าไปให้ถึงเงื่อนไขหรือเหตุปัจจัยนั้นๆ” โดยต้องยอมรับความจริงอันหนึ่งว่า “ธรรมทั้งหลาย มีมาแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับไป อย่างนี้เป็นธรรมดา” การเข้าใจหลักความจริงดังกล่าว จะทำให้เรามองดูรู้เห็นโลกอย่างเข้าใจโลกเพื่ออยู่เหนือโลก จะได้ออกมาจากโลก เพราะโลกนั้นมีความเป็นที่สุดคือ ความทุกข์เสมอ ไม่ว่าในกาลใดหรือสมัยใด!! 

ดังนั้น ความเกี่ยวเนื่องกับโลกในทุกกระบวนการ ย่อมนำความสัมพันธ์ของปัจจยาการไปสู่ ความทุกข์ เป็นที่สุด หากแต่จะรับรู้ความทุกข์นั้นว่า มีมากหรือน้อย ทนได้หรือทนไม่ได้ จากความทุกข์ที่บีบคั้นบีบเค้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัย... ที่จะบรรเทาหรือเพิ่มเติมความทุกข์... แต่หากเข้าใจแก่นธรรมความจริงในหลักพระพุทธศาสนาตามที่กล่าวว่า “ทุกข์ ย่อมดับได้ด้วยอำนาจแห่งธรรม อันได้แก่ ญาณทัสสนะวิสุทธิ หรือพูดง่ายๆ คือ ความรู้ความเข้าใจในเหตุปัจจัยนั้นๆ”

จึงไม่แปลกที่มีคำพูดกล่าวว่า “ปัญหามีไว้ให้แก้ มิได้มีไว้ให้กลุ้ม!!” ซึ่งก็ต้องกล่าวเพิ่มเติมว่า “ตราบใดที่ยังเดินทางไปไม่ถึงที่สุด คือ พระนิพพาน ก็คงจะต้องแก้ปัญหากันต่อไป ไม่จบและไม่สิ้น ในทุกรูปแบบ ในทุกกาลเวลา และในทุกสถาน ตราบที่ยังต้องสืบเนื่องการเกิดดับ อยู่ต่อไปในวัฏสงสาร จึงต้องเข้าใจว่า ทำไมพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นการสร้างสัมมาทิฏฐิ หรือ ความเห็นอันชอบ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพื่อนำไปสู่การมีความรู้ความเข้าใจ หรือมีปัญญาในเรื่องนั้นๆ...

และเมื่อเรานำคำว่า “ความเห็นอันชอบ...” มาพิจารณาดูให้ลึกซึ้ง ก็จะพบว่า “นี่แหละ! คือกุญแจเปิดประตูอมตะนครธรรม เพื่อเข้าไปให้ถึงอริยสมบัติ อันได้แก่ ความสิ้นทุกข์ หรือพระนิพพาน” ดังนั้นจึงไม่แปลก หากความทุกข์ทั้งปวง ปัญหาทั้งหลาย จะพึงดับได้ในเบื้องต้น ด้วยความเห็นความเข้าใจอันชอบ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ดังนั้น การฝึกฝนให้ตนเองเข้าใจ เข้าถึงปัญหา เพื่อยอมรับผลึกของความจริงที่ปรากฏมีอยู่ จึงเป็นวิสัยของบัณฑิตที่ควรถือประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยวิธีการแห่งปัญญา

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท