
ความสุขหยุดที่ นครพนม
ความสวยงามของทัศนียภาพริมสองฝั่งถนนสุนทรวิจิตร คือ เส้นทางแห่ง “ความสุข” ของ จ.นครพนม
ดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
ความสวยงามของทัศนียภาพริมสองฝั่งถนนสุนทรวิจิตร คือ เส้นทางแห่ง “ความสุข” ของ จ.นครพนม ด้วยเป็นถนนเลียบแม่น้ำโขงที่ทอดยาวและเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ การเดินด้วยสองเท้า โดยสามารถใช้เวลาเดินทอดน่องตั้งแต่เช้าตรู่ถึงย่ำค่ำ เก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวนครพนม
ทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร แต่เพราะอยากให้ไปสิ้นสุดที่ท่าเรือชมแม่น้ำโขงที่บริการตอน 18.00 น. จึงขอแนะนำแบบสวนทางดูบ้าง
เริ่มต้นจาก “อุโมงค์นาคราช” ส่วนหนึ่งของเส้นทางจักรยานริมแม่น้ำโขง มีระยะทาง 307 เมตร จากทั้งหมดกว่า 70 กม. ลักษณะเป็นอุโมงค์เหล็กกึ่งโปร่ง พื้นถูกออกแบบมาเพื่อจักรยาน มีขนาดกว้างมากพอให้ปั่นสวนทางกันได้ โดยชื่ออุโมงค์นาคราชเปรียบดังตัวพญานาคเลื้อยอยู่ริมฝั่งโขง เสมือนให้นักท่องเที่ยวได้ปั่นเข้าไปลอดในท้องพญานาคเพื่อความเป็นสิริมงคล และยังถือเป็นเส้นทางสายพญานาคริมฝั่งโขงที่เชื่อมโยงถึงองค์พญาศรีสัตตนาคราช (จำชื่อนี้ไว้ให้ดี)
นอกจากนี้ สำหรับเส้นทางจักรยานริมแม่น้ำโขงความยาว 70 กม.นั้นเป็นโครงการที่สร้างขึ้นตลอดแนวริมแม่น้ำโขงตั้งแต่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 (นครพนม-คำม่วน) ไปจนถึงบริเวณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กลายเป็นเส้นทางออกกำลังกายของคนท้องถิ่นและยังเป็นเส้นทางแข่งขันจักรยานของจังหวัดด้วย
จากนั้นไม่ห่างกันนักเป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญนาม “วัดนักบุญอันนา หนองแสง” โบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่และสวยงาม สร้างขึ้นเมื่อปี 2469 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยคริสต์เชื้อสายเวียดนามใน อ.เมือง
ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบกอธิก มีหอคอยคู่ยอดแหลมโดดเด่น และวัสดุก่อสร้างบางอย่างก็นำเข้ามาจากเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยในสมัยสงครามอินโดจีนโบสถ์หลังนี้ได้รับความเสียหายจากระเบิด ก่อนได้รับการบูรณะซ่อมแซมในภายหลังจนมีความสวยงามถึงปัจจุบัน
ทั้งยังเป็นที่ตั้งของอาคาร “มูลนิธิบาทหลวงเอดัวร์นำลาภ” ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป โดยภายนอกมีความคลาสสิกด้วยสีเหลืองสไตล์อาคารบ้านเรือนในเวียดนาม แต่ด้านในทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเนื่องจากถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน จนกลายเป็นจุดถ่ายภาพเช็กอินแนวย้อนยุคของนักท่องเที่ยว
เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ยังมีให้ค้นหาอย่างต่อเนื่อง อย่างในจุดถัดไปเป็นที่ตั้งของ “จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)” ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม
จวนหลังนี้แต่เดิมเป็นทรัพย์สินของพระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก ตัวอาคารมีอายุ 106 ปี ผู้สร้างเป็นชาวญวน ได้ใช้เทคนิคการสร้างที่น่าทึ่ง นั่นคือ ชั้นบนและล่างไม่มีเสา และไม่มีการตอกตะปูแม้แต่ดอกเดียว แต่ใช้การเข้าเดือยไม้ซึ่งมีความแข็งแรงไม่แพ้อาคารในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สไตล์ของสถาปัตยกรรมเป็นแบบเฟรนช์โคโลเนียล เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศสช่วงสมัยสงครามอินโดจีน โดยจะเห็นความสวยงามของประตูโค้งครึ่งวงกลม หน้าต่างโค้ง มีลายปูนปั้นเหนือขอบประตูหน้าต่าง และสีสันของตัวอาคารที่ใช้สีเหลืองจึงสวยงามและแลดูไม่เก่าเท่าอายุจริง
ภายในอาคารได้จัดนิทรรศการ “ภาพเล่าเรื่อง” แบ่งเป็น 10 โซน ได้แก่ โซน 1 เล่าเรื่องเมืองนคร บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของ จ.นครพนม โซน 2 ภาพเก่าเล่าขาน จัดแสดงภาพถ่ายที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครพนมทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำของเมือง โซน 3 หอเกียรติยศพ่อเมือง ย้อนตำนานอาคารแห่งความทรงจำถึงจวนแห่งนี้และรำลึกถึงพ่อเมืองนครพนมตั้งแต่คนแรกถึงคนปัจจุบัน โซน 4 วัฒนธรรมหลากหลาย เล่าถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี และความสัมพันธ์ของคนไทยและเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว โซน 5 เมื่อครั้งยังเสด็จ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและชื่นชมพระจริยวัตรอันงดงามของในหลวง รัชกาลที่ 9
ต่อมาคือ โซน 6 คืนประทับแรม ห้องที่ประทับเมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเมืองนครพนมในคืนวันที่ 12 พ.ย. 2498 โซน 7 พสกนิกรแซ่ซ้อง เรื่องราวเมื่อครั้งเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวนครพนมระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 โซน 8 ตามรอยพระบาท สานต่อพระราชปณิธานใน 5 โครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น โซน 9 เปิดบันทึก สง่า จันทรสาขา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมระหว่างปี 2501-2508 ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งว่าด้วยเรื่องการเตรียมการเฝ้าฯรับเสด็จในวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 และโซนสุดท้าย 10 ห้องนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อเปิดเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของชาวนครพนม
ทั้งนี้ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) จะปิดทุกวันอังคาร และให้บริการเวลา 09.00-17.00 น.
หลังจากเต็มอิ่มกับเรื่องราวประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเมืองนครพนม ถนนสุนทรวิจิตรยังทอดยาวไปสู่สัญลักษณ์แห่งความเชื่อความศรัทธาที่ “องค์พญาศรีสัตตนาคราช” ตามความเชื่อของลูกหลานแม่น้ำโขงเกี่ยวกับพญานาค ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลปกปักรักษาลุ่มน้ำโขง รักษาพุทธศาสนา รวมทั้งองค์พระธาตุพนม
องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลืองน้ำหนักรวม 9,000 กิโลกรัม เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม สามารถพ่นน้ำได้ วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างครั้งนี้เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคของชาวไทยและชาวลาวที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง โดยองค์พญาศรีสัตตนาคราชองค์นี้ไม่เหมือนที่ใด เพราะมีสร้อยสังวาล คล้องคอ เหมือนกับลวดลายที่ซุ้มประตูขององค์พระธาตุพนม เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวนครพนม
นอกจากนี้ ลานพญาศรีสัตตนาคราชยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน และเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัด โดยยามที่แสงอาทิตย์เริ่มหายไปจากท้องฟ้า ไฟจากประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์และองค์ประกอบรอบข้างจะเปิดไฟสวยงาม หากต้องการชมในมุมมองประหนึ่งพญานาคกำลังขึ้นมาจากน้ำต้องมองขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถใช้บริการล่องเรือชมโขง (ค่าบัตรโดยสารคนละ 100 บาท)
เรือจะออกจากท่าใกล้กับลานพญาศรีสัตตนาคราชในเวลาชักธงชาติลงจากเสา เดินเรือด้วยความเร็วเชื่องช้าเพื่อให้มองเห็นทิวทัศน์ทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ได้ชัดเจน โดยฝั่งไทยนั้นจะเห็นแนวไฟส่องสว่างเลนจักรยานระยิบระยับเป็นทางยาว เห็นองค์พญาศรีสัตตนาคราชที่ยิ่งน่าเกรงขามเมื่อได้ลูกเล่นจากแสงไฟ และเห็นวัดวาอารามสีทองอร่ามท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม ซึ่งตรงข้ามกับฝั่งเพื่อนบ้านที่ยังเป็นธรรมชาติ มีแต่แนวเทือกเขาหินปูนตลอดทาง และแทบไม่มีแสงไฟเร้นลอดออกมาจนเห็นแสงดาวชัดเจนกว่าฝั่งไทยมาก
ทั้งขาไปและกลับใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ส่งท้ายวันได้อย่างเพลิดเพลิน และได้เห็นนครพนมในภาพรวมได้ครบทุกองค์ประกอบ ทั้งยังเติมเต็ม “ความสุข” ให้ครบรสทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ความเชื่อ และธรรมชาติ ถ้าอยากได้ความสุขจึงพูดได้เต็มปากว่าต้องมาหยุดที่นครพนม







