ธิดาพร นาคเนาวทิม การท่องเที่ยว คือ 'การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน'
เรียนรู้ลูกและให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ผ่านการเดินทาง เป็นสไตล์ของครอบครัวสุดน่ารักของ "แพรว" ธิดาพร นาคเนาวทิม
โดย ฤดูกาล ภาพ : ธิดาพร นาคเนาวทิม
เรียนรู้ลูกและให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ผ่านการเดินทาง เป็นสไตล์ของครอบครัวสุดน่ารักของ "แพรว" ธิดาพร นาคเนาวทิม หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์องค์กรระดับต่างประเทศ และน้องนิตา เดชพงศานติ์ วัย 4 ขวบ ที่กระเตงลูกเที่ยวตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพื่อเสริมสร้างความทรงจำและความสัมพันธ์ร่วมกัน
แพรว เล่าว่า ทริปต่างจังหวัดครั้งแรกของน้องนิตาเริ่มตั้งแต่อายุ 4 เดือน เธอพาลูกไปหัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ลูกได้สัมผัสเม็ดทราย สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสไอทะเล จากนั้นการเดินทางไกลไปต่างประเทศครั้งแรกได้เริ่มตอนอายุ 1 ขวบกว่า ลัดฟ้าสู่กรุงโตเกียว
"เทคนิคในการพาลูกเที่ยวจะใช้รถเข็นตลอด ซึ่งจะดีตรงที่ถ้าลูกง่วงหรือเหนื่อยก็จะให้นอนพักบนรถเข็น ทำให้เที่ยวระหว่างวันได้นาน ไม่ต้องแวะร้านอาหารหรือกลับโรงแรมเวลาลูกนอนกลางวัน จนถึงตอนนี้ลูก 4 ขวบแล้วก็ยังใช้รถเข็นเวลาไปเที่ยวอยู่" เธอ กล่าว
"ถามว่าพาลูกเที่ยวไกลๆ ตั้งแต่ 1 ขวบ เขาจะจำอะไรได้ไหม เราคิดว่าลูกไม่น่าจะจำได้ แต่การพาเขาไปต่างบ้านต่างเมืองทำให้เขาเห็นอะไรแปลกใหม่ ทำให้เขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ไม่เคยเห็น สนุกกับการใส่เสื้อผ้า และทำให้เขาชอบตั้งคำถาม เป็นโอกาสให้เราได้อธิบายได้พูดคุยกับลูกตลอดเวลา ซึ่งวัยเด็กคือวัยที่ลูกเปิดรับ พอกลับมาเขาก็สามารถเก็บเรื่องราวมาเล่าให้ฟังได้ ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ และทำให้ลูกได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ผ่านการท่องเที่ยว"
แพรว ยังเล่าถึงทริปสุโขทัยถึงการพาน้องนิตาไปดำนาและขี่ควายที่โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย
"ตื่นเช้ามาจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดม่อฮ่อม ใส่งอบ ไปเก็บไข่เป็ด ทดลองปลูกข้าว แยกเมล็ดข้าวกล้องเอง ลองขี่ควาย ซึ่งลูกชอบมาก กินอาหารออร์แกนิก ซึ่งทุกอย่างเป็นกิจกรรมที่เด็กและครอบครัวทำร่วมกันได้ แพรวคิดว่าเด็กวัย 4 ขวบ เป็นวัยที่ชอบทำกิจกรรม ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเราเองก็จะเลือกสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสนุก หรือแม้กระทั่งสวนสาธารณะ"
ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ เธอก็มักพาน้องนิตาไปเที่ยวใกล้ๆ อย่างพาไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟ พาไปไหว้พระปล่อยปลา และพาไปดูดาวที่เขาใหญ่
"การไปเที่ยวด้วยกันเป็นการใช้เวลาคุณภาพร่วมกันตลอดเวลา ได้เรียนรู้ลูกอีกมุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และเราก็ได้เรียนรู้ลูกอีกต่อหนึ่งเหมือนกัน เหมือนเป็นวิธีการสร้างความสัมพันธ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนในครอบครัวรักกันมากขึ้น"
เธอย้อนความทรงจำกลับไปยังทริปที่สนุกที่สุดในยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ประเทศญี่ปุ่น จากคนที่ไม่กล้าเล่นรถไฟเหาะ แต่เธอสามารถชนะความกลัวก้าวขึ้นไปเล่นกับลูกสาวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ของคนเป็นแม่ไปพร้อมกับลูกรักด้วย
"สมัยนี้คุณแม่ยุคใหม่ใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น พลอยทำให้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง ดังนั้น การไปเที่ยวจึงเป็นการปิดทุกอย่างเพื่อใช้ทุกนาทีกับลูกอย่างเต็มที่ ไม่มีเรื่องงานเข้ามากังวลใจ และได้โฟกัสกับความสุขของลูกเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นความทรงจำและประสบการณ์ที่ลูกจะเก็บเกี่ยวไว้ เพื่อพัฒนาทักษะและการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต" เธอกล่าวทิ้งท้าย


