
‘โค้ชเซียะ-เซียกา’ ชาวต่างชาติผู้มีใจภักดี
ความในใจของสองชาวต่างชาติในวงการกีฬาที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในหลวงรัชกาลที่ 9
ความในใจของสองชาวต่างชาติในวงการกีฬาที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในหลวงรัชกาลที่ 9
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งไม่เพียงแต่พสกนิกรชาวไทยเท่านั้นที่น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ชาวต่างชาติที่ได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็รู้สึกเช่นกัน ดังเช่น “โค้ชเซียะ” เซียะจือหัว ผู้ฝึกสอนแบดมินตันชาวจีน และ ดักโนเซียกา นักฟุตบอลชาวไอวอรีโคสต์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมาเป็นสิบปี
โค้ชเซียะจือหัว หัวหน้าผู้ฝึกสอนแบดมินตันของ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ มือ 1 ของไทย และโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด เข้ามาอยู่ในประเทศไทย 25 ปีแล้ว ก่อนที่ล่าสุดเพิ่งจะได้รับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ลืมวันแรกที่ได้สัมผัสถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อประเทศไทย
“ตอนผมมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผมแปลกใจที่เห็นรูป (พระบรมฉายาลักษณ์) ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ทั่วทุกที่ ซึ่งประเทศในยุโรปหรือในเอเชียบางประเทศก็มีพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้ผูกพันเหมือนกับไทย ซึ่งพออยู่สักพักผมก็ได้รู้เลยว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงขนาดนี้ เพราะพระองค์ทรงคอยดูแลเรา เวลามีเหตุการณ์ไม่ดี หรือเช่นที่น้ำท่วมครั้งใหญ่ พระองค์ท่านก็จะไปช่วย ทรงคอยเป็นห่วงคนไทย” โค้ชเซียะ เผย
เฮดโค้ชแบดมินตัน กล่าวต่อว่า ได้นำเรื่องราวความประทับใจที่มีต่อพ่อของแผ่นดินไปเล่าขานกับเพื่อนฝูงที่บ้านเกิดเป็นประจำยามที่นำนักกีฬาไปแข่งต่างประเทศ อีกทั้งยังคอยตอบคำถามชาวต่างชาติเมื่อได้เห็น “เมย์” ชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือศีรษะทุกครั้งที่ชนะการแข่งขัน
“เวลามีแข่งต่างประเทศหรือกลับเมืองจีน เพื่อนๆ ผมรวมถึงชาวต่างชาติ มักจะเข้ามาถามว่าในหลวงของไทยเป็นอย่างไร ผมก็จะเล่าให้ฟังว่าในหลวงรักประชาชนมากขนาดไหนและคนไทยรักในหลวงมากขนาดไหน ผมบอกเขาเลยว่าถึงผมจะเป็นคนจีนแต่ดีใจมากที่ได้อยู่ที่ประเทศไทยและคนไทยน่าอิจฉาที่สุดที่มีในหลวง”
โค้ชเซียะ ทิ้งท้ายว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ครั้งหนึ่งได้เคยถวายงานในฐานะโค้ชแบดมินตันแด่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จนทรงได้รับรางวัลเหรียญทองประเภททีมหญิงในซีเกมส์ 2005 ที่ฟิลิปปินส์
“ผมโชคดีที่ได้ถวายงานแด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์เป็นเวลาถึง 2 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมภูมิใจมาก เป็นโอกาสที่หาไม่ได้แล้ว และเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ได้ทำเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งในวันนี้ผมได้เป็นคนไทยเต็มตัวแล้ว ผมก็จะทำหน้าที่ต่อไป ขอสร้างนักกีฬาหรือสร้างเมย์คนต่อไปเพื่อตอบแทนชาติและตอบแทนในหลวง” โค้ชเซียะ หรือชื่อไทย ก่อเกียรติ ชัยประสิทธิ์โชค กล่าว
เช่นเดียวกับ ดักโน เซียกา นักฟุตบอลชาวไอวอรีโคสต์ที่มาค้าแข้งในไทยกว่า 18 ปี และรู้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่มาถึงว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงสร้างความสุขให้กับประชาชนมากขนาดไหน
“บ้านผมที่แอฟริกามีแต่ประธานาธิบดีซึ่งก็เปรียบเหมือนผู้นำประเทศเหมือนกันเราออกมาจากแอฟริกาเราก็รู้ว่าผู้นำของเราทำตัวแบบไหน พอมาเจอประเทศไทยน่าอยู่มาก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศจะดีได้ผู้นำต้องคิดเป็นอันดับแรกว่าจะทำอย่างไรให้คนในประเทศได้อยู่กันอย่างสุขสบาย ผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่ได้พระมหากษัตริย์ทรงสร้างประเทศจนน่าอยู่” เซียกา กล่าว
หลังจากนั้น เซียกา ก็เริ่มสนใจและค้นคว้าเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากขึ้น จนยิ่งทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย
“ผมหาวิดีโอของพระองค์สมัยก่อนมาดู เห็นพระองค์เดินทางไปทั่วประเทศ ไปดูชนบท ลงไปคุยด้วยตัวเอง ลงมือทำด้วยตัวเอง ผมรู้สึกดีมาก ผมไม่เคยเห็นคนที่ฐานะแบบนี้แล้วทำอะไรแบบนี้ เพราะปกติพระองค์จะอยู่ในวังสบายๆ ก็ได้ คนที่ทำแบบนี้คือคนที่อยากสร้างประเทศนี้จริงๆอยากทำเพื่อประเทศนี้จริงๆ ผมนำเรื่องเหล่านี้ไปเล่าต่อให้ครอบครัวผมที่บ้านเกิดฟัง ผมได้ยินเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมเห็นด้วยมาก เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องมีมากเราก็สามารถมีความสุขเท่าที่มีได้ ผมโชคดีมากที่ได้อยู่ประเทศไทย และผมได้ไปแถวสนามหลวงบ่อยๆ ไปดูพระราชพิธี ดูเรื่องราวต่างๆ ผมอยากเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากกว่านี้อีก” เซียกา กล่าว
อดีตนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ไทยลีก 3 สมัยกับสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ยังเข้าใจถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมที่ประชาชนชาวไทยแสดงความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักอย่างดี







