
ทำความดีตามรอยของพระองค์
พระไพศาล วิสาโล
เมื่อวันถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาถึง ความโศกเศร้าอาดูรของพสกนิกรทั้งหลายย่อมเพิ่มพูน อย่างไรก็ตาม หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้าและหดหู่ จนไม่อาจทำกิจต่าง ๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจ และเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์
ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ใจเราก็ยิ่งเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความ เศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลาน ควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่นเป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนท่านออกจากบ้าน ไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก
พร้อมกันนั้นเราพึงพิจารณาเหตุการณ์นี้ว่า ความตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมหนีความตายไม่พ้น จะว่าไปแล้วนี้คือสัจธรรมที่พระองค์กำลังแสดงให้เราผ่านพระบรมศพของพระองค์ เราจึงควรเปิดใจน้อมรับสัจธรรมดังกล่าวจากพระองค์ นอกจากจะช่วยให้เราคลายความเศร้าโศกลง เพราะเข้าใจธรรมดาของชีวิตแล้ว ยังเป็นการเตือนใจให้เราไม่ประมาทในชีวิต เพราะสักวันหนึ่งเราเองก็ต้องตาย
ดังนั้น แทนที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ พึงหมั่นสร้างความดี ละเว้นความชั่ว รวมทั้งเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายที่จะมาถึง ดียิ่งกว่านั้นก็คือฝึกจิตพัฒนาใจจนเห็นความจริงของชีวิต อันจะช่วยให้พ้นทุกข์ พ้นตาย เพราะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป
สำหรับชาวพุทธทั้งหลาย ไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เราวางใจได้อย่างถูกต้องต่อเหตุการณ์ในวันนี้ได้ดีเท่า คำตรัสเตือนพระสาวกก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
“ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน ล้วนแต่มีความตายรออยู่เบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายทุกชนิด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน
“วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรามีอยู่น้อยนิด จำต้องจากพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอย่าได้ประมาท ขอให้มีสติ มีศีลให้จงดี จงหมั่นรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดไม่ประมาทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักไม่เวียนเกิดเวียนตาย แล้วถึงที่สุด(แห่งทุกข์)ได้”







