
มองอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า
....ภาสกร พุทธิชีวิน
.....
หลายคนตั้งคำถามว่าในอีก 3040 ปี ข้างหน้าเมืองไทยบ้านเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร?
อะแฮ่ม...ผมไม่ได้พูดถึงประเด็นทางการเมืองที่กำลังร้อนอยู่ทุกพื้นที่ในตอนนี้นะครับ แต่กำลังจะชวนพวกเราพูดคุยถึงสภาพอากาศของบ้านเราต่างหาก
เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนโยนประเด็นนี้ขึ้นมาบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันหนึ่ง เขาถามขึ้นมาในทำนองว่า อีก 3040 ปีข้างหน้า บ้านเราจะยังมีน้ำท่วม ดินถล่ม น้ำป่าทะลัก และหลังจากนั้นก็จะเกิดภัยแล้งตามมา รวมทั้งภาพของแม่น้ำลำคลอง เขื่อน แห้งขอด นาข้าวยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ สิ่งเหล่านี้จะยังมีอยู่อีกหรือไม่
ไม่มีใครบนโต๊ะโต้ตอบกันอย่างจริงจัง เพียงแต่แสดงความคิดเห็นกันไปมาพอสังเขปเท่านั้น ผมจำคำถามนี้ได้และกลับบ้านพลิกตำราอยู่หลายตลบทีเดียว กระทั่งไปสบตาเข้ากับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ตามผมมาดูสิครับ
งานวิจัยชิ้นที่ผมจะเอามาให้ดูวันนี้ เป็นของสำนักพัฒนาบัณฑิต ศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) ร่วมกับศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
อ่านแล้วพอจะคาดเดาหรือเห็นภาพร่างของเมืองไทยในอีก 3040 ปีข้างหน้า ได้พอควรทีเดียวครับ
งานวิจัยชิ้นนี้เขาแบ่งพื้นที่ศึกษาวิจัยออกเป็นหลายพื้นที่ เริ่มตั้งแต่เทือกเขาสูง พื้นที่ราบ พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ในหุบเขา ที่ราบภาคกลางรวมทั้งแอ่งเจ้าพระยา ที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก บริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขง ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง และแนวชายฝั่งอันดามันตอนล่าง
โดยสรุปแล้วงานวิจัยชิ้นนี้ ทำนายทายทักไว้ว่า หากในอีก 35 ปีข้างหน้าการพัฒนาประเทศของไทย
“ยังไม่มี” การดำเนินการใดด้วยนโยบายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นแล้ว บ้านเราลำบากแน่นอนครับงานวิจัยบอกถึงความลำบากลำบนของบ้านเราในอนาคตไว้ว่า หากคนไทยยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในอัตราส่วนอย่างนี้แบบทุกเมื่อเชื่อวัน และทุกคนยังดำรงชีวิตแบบไม่ตระหนักถึงสภาวะโลกร้อน โดยการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และเห็นแก่ชีวิตที่สะดวกสบายเกินเหตุแล้ว แน่นอนว่าอุณหภูมิในเมืองไทยจะสูงขึ้นอีก 34 องศาเซลเซียส
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือในอีก 2030 ปีข้างหน้า บริเวณพื้นที่อ่าวไทยระดับน้ำทะเลอาจจะสูงกว่าเดิมมากถึง 1415 เซนติเมตร และหากเป็นช่วงมรสุมกระโชกแรง ระดับน้ำทะเลอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจุบันถึง 30 เซนติเมตรทีเดียว
ส่วนปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาเดียวกันนั้น งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันมาก โดยในภาคอีสานและภาคตะวันตกจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยลดลงประมาณ 100 มิลลิเมตรต่อปี ทำให้ภาคอีสานและภาคตะวันตกแห้งแล้งกว่าเดิม
ส่วนที่ภาคตะวันออกจะกลับกันครับ ที่นั่นจะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นถึง 300 มิลลิเมตรต่อปี ผลที่ตามมาจากน้ำฝนที่ตกลงมาเยอะ ก็น้ำท่วมแน่นอนครับ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว และเมืองอุตสาหกรรมแถบนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
งานวิจัยชิ้นนี้ยังบอกด้วยว่า ภาวะโลกร้อนนั้นทำให้สภาพพื้นดินเสื่อมคุณภาพลง ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตก็จะลดลงด้วย บริเวณชายฝั่งจะมีคลื่นลมที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการกัดเซาะตามชายฝั่งและปัญหาน้ำท่วมจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ถึงเวลานั้นคงจะเห็นการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนที่ได้รับผลกระทบกันยกใหญ่ทีเดียวครับ
ยังครับยังไม่จบแค่นั้น เพราะในอีก 35 ปีข้างหน้า แหล่งน้ำจืดจะลดลงและปัญหาน้ำจืดที่ลดลงนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเมื่อไม่มีน้ำจืด ผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดลง ลองนึกภาพสิครับคงแย่น่าดู เพราะปัจจุบันขนาดน้ำจืดลดไปเพียงเล็กน้อยในปีนี้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลไม้ของบ้านเราแล้ว เนื่องจากพบว่ามีผลผลิตลดลงไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกลดลงไป 20 เปอร์เซ็นต์
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงประเด็นที่น่าคิดว่า หากสภาวะอากาศเป็นเช่นนั้น การเพาะปลูกในอนาคตจะต้องทำกันอย่างไร คำตอบของผู้ทำวิจัยก็คือ ต้องเร่งทำวิจัยเพื่อหาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่และภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่
เหนื่อยนะครับ เมื่อเห็นภาพประเทศไทยในอีก 3040 ปีข้างหน้า เป็นไปได้หรือไม่ว่าบ้านเรายังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ทุกวันนี้เราบอกกับตัวเองและเพื่อนพ้องว่า ฝนตกหนักมาจากโลกร้อน ฝนแล้งก็เพราะโลกร้อน พายุกระหน่ำก็เพราะโลกร้อน
ผมว่า
“โลกร้อน” คือ ผู้ร้ายในสายตาของชาวบ้านไปแล้วครับทุกวันนี้จะมีใครสักหยิบมือที่พอจะอธิบายให้สังคมรับรู้ได้หรือไม่ว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร ถึงจะช่วยลดโลกร้อน หรือลดอุณหภูมิของเมืองไทยได้ พวกเราจะได้ช่วยกันใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้เพื่อบ้านเมืองเรา
ผมเชื่อว่ามีอยู่ไม่น้อยครับ ที่อยากมีส่วนร่วมช่วยประเทศไทย







